คณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ฉลองครบรอบ 10 ปี เดินหน้าสู่ทศวรรษที่ 2 ภายใต้วิสัยทัศน์ “Innovation for better life ” หรือการสร้างสุขภาพที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน เพื่อสร้าง “แพทย์นวัตกร” ที่มีทักษะความสามารถทางการแพทย์ ทักษะด้านการวิจัย ทักษะแห่งศตวรรษที่ 2 ที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และมีความเป็นนานาชาติด้วยหลักสูตรแพทยศาสตร์นานาชาติแห่งแรกของไทย – บทความ คณะแพทย์ สจล. ฉลอง 10 ปี เดินหน้าปั้น “แพทย์นวัตกร” พลิกโฉมสาธารณสุขไทย
คณะแพทย์ สจล. ฉลอง 10 ปี
เดินหน้าปั้น “แพทย์นวัตกร” พลิกโฉมสาธารณสุขไทย
รับการเปลี่ยนผ่านของโลกสู่ยุค Wellness Economy มุ่งบูรณาการองค์ความรู้ด้านการแพทย์ วิศวกรรมศาสตร์ ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีสุขภาพ เพื่อพัฒนากำลังคนทางการแพทย์ที่มีคุณภาพพร้อมรับมือวิกฤตสุขภาพแห่งอนาคต พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่ผู้สร้างนวัตกรรมสุขภาพ ผ่านโมเดลการเรียนรู้ข้ามศาสตร์และการขับเคลื่อน 5 สาขาวิชาด้านการแพทย์และเทคโนโลยีสุขภาพที่ตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลก ทั้งการแพทย์เชิงป้องกัน การแพทย์แม่นยำ สุขภาพดิจิทัล และ MedTech Innovation เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศในอุตสาหกรรมสุขภาพมูลค่าสูงแห่งอนาคต
รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่า สจล. มุ่งขับเคลื่อนสถาบันสู่การเป็น “The World Master of Innovation” ด้วยการสร้างระบบนิเวศแห่งนวัตกรรมที่เชื่อมโยงการศึกษา งานวิจัย และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน พร้อมสนับสนุนผลักดันองค์ความรู้และผลงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานจริงภายใต้แนวคิด “From Lab to Life” เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในมิติด้านสุขภาพและการแพทย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมอนาคตที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งคณะแพทยศาสตร์ สจล. ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการนำองค์ความรู้ และเทคโนโลยี เพื่อสร้างบัณฑิตแพทย์ที่มีศักยภาพสูง มีความเข้าใจในเทคโนโลยีและสามารถประยุกต์ใช้เพื่อสร้างงานวิจัยหรือนวัตกรรมการแพทย์ที่ใช้ได้จริงและสามารถตอบโจทย์ความท้าทายของระบบสาธารณสุขไทยและโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม
ศ.นพ.สมชาย ธนวัฒนาเจริญ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า นิยามของสาธารณสุขโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุค ‘Reactive Medicine’ หรือการรักษาโรคไปสู่การแพทย์เชิงป้องกันและการแพทย์แบบเฉพาะบุคคล (Public Health, Prevention & Personalized Medicine) สอดรับกับตลาดสุขภาพในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ระบบสาธารณสุขไทยและโลกในทศวรรษใหม่มีความท้าทายสำคัญที่ต้องรับมืออาทิ สังคมสูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปทะลุ 20% ส่งผลให้เกิดภาวะพึ่งพิงสูงและแรงงานทางการแพทย์ขาดแคลน การเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs Crisis) จากสถิติผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดัน และหัวใจ พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่องบประมาณด้านสุขภาพของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น การเกิดโรคอุบัติใหม่ จากการกลายพันธุ์ของเชื้อโรคและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่พร้อมดิสรัปต์ระบบสาธารณสุขในหลาย ๆ ประเทศ ความเหลื่อมล้ำด้านวิกฤตสุขภาพจิต โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีอัตราความเครียดสะสมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ตลาด Mental Wellness ทั่วโลกโตทะยานกว่า 10.1% รวมถึงค่าใช้จ่ายจากการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศสูง ซึ่งแม้ไทยจะเป็นศูนย์กลางการแพทย์แต่ยังต้องนำเข้าเทคโนโลยี เครื่องมือแพทย์จากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางสาธารณสุขในระยะยาว
ศ.นพ.สมชาย กล่าวเสริมว่า ภาคส่วนทางการแพทย์และสถาบันการศึกษา จำเป็นต้องปรับการทำงานแบบเดิม สู่การวางแนวทางเชิงรุกมากขึ้น ทั้งการสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจและการแข่งขันด้วยการบ่มเพาะบุคลากรแพทย์ให้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีขั้นสูงทั้ง AI และ Digital Healthcare เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยสู่ตลาดสากล ส่วนต่อมาคือการสร้างระบบรองรับวิกฤตผ่านการพัฒนานวัตกรรมการแพทย์เชิงป้องกันและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุ ซึ่งหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้
คณะแพทยศาสตร์ สจล.จึงเร่งสร้าง ‘แพทย์นวัตกร’ (Medical Innovator) ซึ่งถือเป็นเมกะเทรนด์ในวงการแพทย์และการศึกษา ผ่านหลักสูตรแพทยศาสตร์นานาชาติแห่งแรกของประเทศไทย ที่บุกเบิกและขับเคลื่อนจนประสบความสำเร็จมาตลอด 1 ทศวรรษ ภายใต้กรอบการพัฒนา 4 สมรรถนะสำคัญของบัณฑิตแพทย์ สจล. ได้แก่ 1.มีความสามารถทางการแพทย์เป็นเลิศ 2. มีทักษะความสามารถด้านการวิจัย 3. มีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และ 4.มีความเป็นนานาชาติ เพื่อสร้างบัณฑิตแพทย์ที่พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพในอนาคต โดยมีโมเดลการพัฒนา ได้แก่
· True Interdisciplinary Learning (บูรณาการข้ามศาสตร์จริง) สจล. นำจุดแข็งในฐานะ The World Master of Innovation มาหลอมรวมกับศาสตร์การแพทย์ ซึ่งนักศึกษาแพทย์ที่นี่ไม่ได้เรียนรู้เฉพาะในห้องตรวจหรือหอผู้ป่วย แต่ทำงานร่วมกับคณะต่างๆ ของ สจล.
· Global Ecosystem & Advanced Infra การเรียนการสอนภายใต้มาตรฐานสากลและเครือข่ายโรงพยาบาลชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ พร้อมทั้งการขับเคลื่อนผ่าน Medical Innovation Lab และ Health Education Centre ศูนย์กลางการเรียนรู้ที่จำลองสถานการณ์เสมือนจริงด้วยเทคโนโลยีระดับสูง เพื่อเตรียมความพร้อมให้บัณฑิตสามารถทำงานทัดเทียมกับนานาชาติ
ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา คณะแพทยศาสตร์ สจล. ได้สร้าง “แพทย์นวัตกร” ที่มีพื้นฐานด้านความสามารถแพทย์และการคิดค้นวิจัยพัฒนา ด้วยทักษะที่มีความเข้าใจความเป็นมนุษย์และมีความเป็นสากล โดยนักศึกษาได้ถูกปลูกฝังกรอบความคิดด้านนวัตกรรมและกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ (Design Thinking) ยืดหยุ่น เพื่อสะท้อนถึงปัญหาของผู้ป่วยอย่างรอบด้าน พร้อมสามารถตั้งคำถามอันนำไปสู่การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการใช้เทคโนโลยีกับการดูแลผู้ป่วยอย่างมีมนุษยธรรม ควบคู่กับการพัฒนาระบบนิเวศด้านสุขภาพเชิงนวัตกรรม ขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ให้สะดวกและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น
รองรับความท้าทายของระบบสาธารณสุขไทยและการก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ (Well-Aging) โดยได้ต่อยอดองค์ความรู้สู่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้จริงในสถานพยาบาล อาทิ การพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับใช้ที่บ้าน (Home Devices) ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการรักษาในโรงพยาบาล ลดภาระของครอบครัวผู้ป่วย และสนับสนุนการทำงานของบุคลากรสาธารณสุขในชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
“การสร้าง ‘แพทย์นวัตกร’ ไม่ใช่เพียงการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่คือการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพ ที่สามารถเชื่อมโยงศาสตร์การแพทย์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลรักษาใหม่ ๆ และสร้างความมั่นคงทางสุขภาพให้กับประเทศ ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับที่โลกกำลังมุ่งไป และเป็นพันธกิจที่คณะแพทยศาสตร์ สจล. เดินหน้ามาอย่างต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา”
ศ.นพ.สมชาย ธนวัฒนาเจริญ คณบดี แพทย์ศาสตร์
ศ.นพ.สมชาย กล่าวเพิ่มเติมว่าส่วนทิศทางดำเนินงานในทศวรรษหน้าของคณะแพทยศาสตร์ สจล. มุ่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในการเป็นเมดิคัลฮับในภูมิภาคอาเซียน และเปลี่ยนจาก “ผู้ใช้และผู้นำเข้าเทคโนโลยีทางการแพทย์” ไปสู่การเป็น “ผู้สร้างองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพ” ผ่านการพัฒนากำลังบุคลากรทางการแพทย์ที่มีศักยภาพสูงเพื่อสร้างงานวิจัยและเทคโนโลยีสุขภาพที่ตอบโจทย์ความท้าทายของโลกยุคใหม่ ภายใต้สาขาวิชาแพทยศาสตรบัณฑิต (นานาชาติ) หลักสูตร 6 ปี โดยผลักดันรูปแบบการศึกษาแพทยศาสตร์แนวใหม่ที่ผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์เข้ากับ AI, Digital Health และนวัตกรรมขั้นสูง เพื่อสร้างบัณฑิตแพทย์นวัตกรที่สามารถพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมของไทยสู่เวทีโลก ภายใต้วิสัยทัศน์ “Innovation for better life” หรือการสร้างสุขภาพที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน ผ่านแนวทางการดำเนินงาน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
· ความร่วมมือภายในสถาบัน (Internal Integration) โดยมุ่งสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ร่วมกันกับกลุ่มผู้นำด้านเทคโนโลยีของ สจล. พร้อมทำวิจัยและพัฒนานวัตกรรมร่วมกับคณะต่างๆ ใน สจล. อาทิ คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ เป็นต้น
· ความร่วมมือกับพันธมิตรภายนอก (External Alliance) เร่งขยายเครือข่ายความร่วมมืออย่างรอบด้าน โดยจับมือกับหน่วยงานที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทั้งสถาบันวิจัยระดับชาติ ภาคเอกชน และกลุ่มสตาร์ทอัพด้าน MedTech ชั้นนำ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าถึงกระบวนการทดสอบทางคลินิก และการบ่มเพาะธุรกิจนวัตกรรม ควบคู่ไปกับการร่วมมือกับโรงพยาบาลและโรงเรียนแพทย์ชั้นนำในต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนนักศึกษาและร่วมวิจัยนวัตกรรมการรักษาระดับสากล
· การปฏิรูปและยกระดับหลักสูตร (Curriculum Modernization) ปรับปรุงหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตนานาชาติให้มีความยืดหยุ่นสูงและก้าวทันเทคโนโลยี โดยเพิ่มมิติการเรียนรู้แบบ Action-Based Learning ที่เน้นให้ผู้เรียนลงมือแก้โจทย์จริงหน้างาน พร้อมทั้งแทรกชุดความรู้ด้าน Digital Health, Telehealth และทักษะการเป็นผู้ประกอบการเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อให้มั่นใจว่าบัณฑิตแพทย์ที่สำเร็จการศึกษาจะมีทักษะความเป็นผู้นำและการคิดค้นนวัตกรรมข้างเตียงคนไข้ (Bedside Innovation) ที่สามารถใช้งานได้จริง
อาจารย์ คมสัน อธิการบดี
บทความแนะนำ