บอม-พงศกร โตสุวรรณ หนุ่มบริหารโลจิสติกส์ พระเอกหน้าใส นายหุ่นยนต์

พระเอกหนุ่มดาวรุ่งมาแรงทางช่อง 7 จากละคร “หวานใจนายหุ่นยนต์บอม-พงศกร โตสุวรรณ หลายคนรู้จักเขาจากบทพระเอกภาพยนตร์ “รุ่นพี่” โอปป้าสุดหล่อของน้องพลอยชมพูเมื่อสองปีที่แล้ว กับคาแรกเตอร์ของความเป็นหนุ่มสุดละมุนผู้รักการทำอาหารผสมผสานอดีตการเรียนรู้ในสายโลจิสติกส์ จนกลายเป็นหนุ่มบอมพระเอกหน้าใสที่ทำทุกอย่างในชีวิตด้วยการเชื่อเสียงหัวใจของตัวเอง

บอม-พงศกร โตสุวรรณ

หนุ่มบริหารโลจิสติกส์ พระเอกหน้าใส นายหุ่นยนต์

อดีตนักศึกษาสายบริหารโลจิสติกส์

ผมจบคณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการโลจิสติกส์  ม.รังสิต คือตอนก่อนเอนท์เราไม่ได้มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจบมาแล้วอยากเป็นอะไร แค่คิดว่าอยากเรียนอะไรก็ได้ ที่จบมาแล้วมีงานทำแน่นอน ตอนนั้นบริหารโลจิสติกส์ เปิดใหม่ ค่อนข้างบูม เลยคิดว่าจบมามีงานทำแน่นอน

แต่พอเข้าไปเรียน รู้สึกยากกว่าตอนมัธยมมาก สมัยมัธยมยังมีครูมาคอยจ้ำจี้จ้ำไช แต่พอไปอยู่มหา’ลัย ไม่มีเลย เราต้องเอาตัวรอด ก็ต้องแอคทีฟตัวเองขึ้นเยอะเลย ต้องบอกว่าผมไม่ได้เป็นคนขยันขนาดนั้น ไม่ได้เป็นคนตั้งใจเรียนหน้าห้อง เวลาจะสอบเลยต้องอ่านหนังสือ แล้วจริงๆ ไม่ชอบคำนวณ แต่เราเจอแต่คำนวณ ก็เลยต้องฝึกทำคำนวณเยอะๆ การคำนวณมันต้องฝึก อ่านอย่างเดียวไม่ได้ ต้องลองทำ ผิดยังไงแก้ให้ถูก ลงมือทำไปเรื่อยๆ สุดท้ายผ่านมาได้ โชคดีได้เพื่อนดีด้วยบวกกับความตั้งใจ จบมาเกรดก็แตะเกือบ 3 ก็ถือว่าโอเคสำหรับผม

ประสบการณ์คบเพื่อนในมหา’ลัย

ตอนนี้จบมาไม่ได้ใช้ความรู้ที่เรียนเลย แต่มหา’ลัยก็ให้ประสบการณ์ การมีสังคม การคบเพื่อน เราได้เจอกลุ่มเพื่อนที่หลากหลาย เพื่อนที่ดีหรือไม่ดี เก่ง ฉลาด เห็นแก่ตัว มันอยู่ที่การเรียนรู้และใช้ชีวิต แล้วตอนนั้นเราเป็นคนกลางๆ  ไม่ได้เกเร แต่ก็ไม่ได้เป็นเด็กเรียนขนาดนั้น เพราะฉะนั้น กลุ่มเพื่อนที่หลากหลายจะสอนเราว่า อ๋อ กลุ่มเพื่อนนี้มันไปทางไหน เพื่อนแบบนี้ดึงเราไปทางเรียน เราก็ไปกับเขา กลุ่มเพื่อนที่ไม่ดี ไม่ใช่ว่าเรารังเกียจหรือไม่ชอบ เพียงแต่เราก็เรียนรู้ว่ามันพาไปทางนั้น เราก็แค่เลี่ยงไม่ไป ถ้าเราเจอเพื่อนดีเราก็รักษาเพื่อนที่ดีไว้กับเรา

อีกอย่างคือเรื่องความรัก (ยิ้ม) ก็มีแฟนตอนปี 1 กำลังเฟรชชี่ใสๆ เป็นเพื่อนต่างคณะ ได้คุยกัน แต่ตอนนั้นยังเด็กทั้งคู่ ก็ไม่เข้าใจกัน เลยเลิกกัน ก็อกหัก ฟูมฟาย ตอนแรกเสียใจที่ผู้หญิงทิ้ง แต่พอคุยกับแม่ แล้วแม่ก็ร้องไห้เสียใจเหมือนกัน ก็เฮ้ย เสียใจไม่ได้แล้ว เราต้องดำเนินชีวิตต่อไป ก็ไม่เสียใจแล้ว (หัวเราะ) ให้มันเป็นประสบการณ์สอนเรามากกว่า เรื่องนี้มันเป็นปัญหาที่เราจำได้เลย เพราะเรียนส่วนใหญ่เราจะแก้ปัญหาได้เอง แต่พอเรื่องนี้ เราหาคำตอบไม่ได้ เราก็เสียใจเป็นพิเศษ   

จากหนุ่มขี้อายมาเป็นพระเอกดาวรุ่ง

เอาจริง ตอนแรกไม่ได้ฝันว่าจะเป็นดารานักแสดง เราเป็นคนไม่กล้าแสดงออก ขี้อาย ขี้กลัว แต่ตอนที่เล่นหนัง “รุ่นพี่” เหมือนเราได้โอกาสแล้ว ก็ต้องลองทำมันดู แล้วพอได้ลองทำมันก็เปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนวิธีคิดหลายอย่าง หนังเรื่องแรก ซีนแรกก็ตื่นเต้นมากๆ แต่พอเริ่มผ่อนคลาย เริ่มคุ้นชินกับกอง เราก็ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เริ่มสนุกกับการได้ไปกอง ได้เจอผู้คน

ส่วนวันว่าง มีอีกอย่างที่ชอบทำคือทำอาหาร ได้ไปเรียนคอร์สทำอาหารสั้นๆ ด้วย ผมเข้าครัวกับแม่ตั้งแต่เด็ก หั่นๆ เตรียมๆ คุณแม่โยนลงกระทะ เขาทำอาหารให้เราทานตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นก็อยากเรียน เอามาปรับปรุงการทำให้ดีขึ้น เพราะอนาคตก็อยากจะเปิดร้านอาหารเหมือนกัน

อย่างตอนนี้กับละครเรื่องแรก ก็พยายามคุยกับผู้กำกับตลอดว่าเขาอยากให้เป็นประมาณไหน อย่างในเรื่องรับบทเป็นหุ่นยนต์ก็กลับบ้าน ไปซ้อมท่าทางขึ้นลงบันได เก็บจานให้มันชิน ฟีดแบ็กมันก็มีอยู่แล้ว อยู่ในวงการ เราก็แค่เข้าใจ เรื่องไหนที่มันจริงก็นำมาปรับปรุง บางเรื่องไม่ดีก็ช่างมัน แต่ผมเป็นคนชอบเดินไปเจอปัญหา เดินไปเจอก็แก้ เดินไปเจอทางตันก็กลับมา เดินไปเจอทางดีก็เดินต่อไป ผมเป็นไม่ค่อยเชื่อใครเท่าไหร่ ชอบเชื่อความรู้สึกตัวเอง คนอื่นบอกว่าดี แต่ถ้าเรารู้สึกไม่ดีจะถอยกลับ แต่ถ้าเราคิดว่าดี ก็จะเดินหน้าให้ถึงที่สุด

 

ติดตามในคอลัมน์ interview นิตยสาร campus star no.55

www.facebook.com/campusstar

ข่าวที่เกี่ยวข้อง