โน้ต-ศรัณย์ คนไทยที่ร่วมงานกับดิสนีย์ พากย์เสียงร้องในเรื่อง Moana | หนุ่มมากความสามารถ

Home / วาไรตี้ / โน้ต-ศรัณย์ คนไทยที่ร่วมงานกับดิสนีย์ พากย์เสียงร้องในเรื่อง Moana | หนุ่มมากความสามารถ

คนเรามักเชื่อกันว่าการจับปลาสองมือเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ เพราะสุดท้ายแล้วจะจับไม่อยู่ทั้งสองข้าง แต่สำหรับผู้บริหารหนุ่มไฟแรง “โน้ต” ศรัณย์ คุ้งบรรพต เขาเชื่อว่าคนเราเกิดมามีสองมือเพื่อให้ทำตามความฝันได้มากกว่าหนึ่งอย่าง

ที่อยากแนะนำให้รู้จัก โน้ต-ศรัณย์

สองบทบาทในเวลาเดียว

เส้นทางทั้งสองที่เขาเลือกเดินอาจดูเหมือนเส้นขนานที่ไม่มีวันมาบรรจบกัน ยิ่งเป็นงานธนาคาร และงานบันเทิง แทบไม่ต้องพูดถึงทว่า สำหรับโน้ต ศรัณย์ แล้ว ในวันทำงาน เขาคือผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสรรหาและว่าจ้างบุคลากร บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้บริหารอายุน้อยที่สุดขององค์กร ด้วยวัยเพียง 34 ปี

อีกมุมหนึ่ง เขาคือนักร้องมากความสามารถ การันตีพรสวรรค์ด้วยรางวัลนักร้องยุวชนยอดเยี่ยมในปี 2534 ในวัยเพียง 8 ขวบ ด้วยเพลง “คิดถึง” ต่อด้วยรางวัลนักร้องดีเด่นแห่งประเทศไทย (KPN Award 2001) ในปี 2544 และรางวัลนักร้องหน้าใหม่ยอดเยี่ยมในงาน Shanghai Music Festival 2002 รวมถึงได้รับโอกาสร่วมงานกับดิสนี่ย์พากย์เสียงร้องในเรื่อง Moana พากย์เสียงพูดและร้องในบท Lumiere หรือ เชิงเทียน ในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง Beauty and the Beast (2017) รวมถึงงานแสดงมากมายจากการใช้เสียง ไม่ว่าระครเวที หรือ คอนเสิร์ตต่างๆ

เส้นทางแห่งเสียงเพลง

อาจดูเหมือนโชคชะตาฟ้าลิขิตที่ศรัณย์ได้เข้าสู่การประกวดร้องเพลงในวัย 8 ขวบ แม้ว่าจะไม่เคยเรียนร้องเพลงและไม่มีพื้นฐานด้านดนตรีมาก่อนเลย เพราะเป็นเด็กต่างจังหวัดที่ทุกคนในครอบครัวก็มุ่งหวังอยากให้เรียนเป็นคุณหมอ โน้ตมักเล่าติดตลกว่าที่ได้มาประกวดเพราะเป็นเด็กเรียนเก่ง จึงได้รับความไว้วางใจจากครูโรงเรียนให้มาร่วมการประกวดร้องเพลงของสยามกลกาลใน พ.ศ. 2534 แบบไม่เคยรู้ว่าตัวเองร้องเพลงได้เหมือนกัน

เมื่อมีโอกาสเข้ามา โน้ตก็ไม่ปล่อยให้มันผ่านไปเฉย ๆ เขาเริ่มฝึกร้องเพลงด้วยตนเองก่อนถึงวันประกวด โดยมีครอบครัวคอยให้คำแนะนำและการสนับสนุนแม้จะไม่มีใครร้องเพลงเป็น และด้วยความสามารถและพลังเสียงที่โดดเด่น แม้จะไม่มีครูสอนร้องเพลง โน้ตก็สามารถผ่านเข้ามาจนถึงรอบชิงชนะเลิศ และคว้าตำแหน่งชนะเลิศไปได้ในครั้งนั้น ด้วยเพลง คิดถึง ของหรั่ง ร้อคเครสต้า

จากนั้น โอกาสด้านการร้องเพลง โฆษณา และละครก็หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย โน้ตได้กลับสู่เวทีการประกวดอีกครั้งในเวทีเดิม และได้รับรางวัลนักร้องดีเด่นแห่งประเทศไทย (KPN Award 2001) แม้โน้ตจะมีเวลาทุ่มเทให้กับการร้องเพลงน้อยลงเนื่องจากต้องให้เวลากับการเรียน แต่การร้องเพลงก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอยู่เสมอ เขาได้รับเชิญเป็นนักร้องให้กับวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ หรือ Royal Bangkok Symphony Orchestra (RBSO) มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งน้อยคนที่จะได้รับโอกาสนี้

ทุกวันนี้ แม้ว่าเขาจะสวมบทบาทเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กรใหญ่ แต่ก็ยังคงสานต่อความฝันด้านการร้องเพลงอยู่เสมอ และในเดือนมิถุนายนนี้ เขาจะเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประชันความสามารถในงาน World Championships of Performing Arts® (WCOPA) ครั้งที่ 21 ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเวทีระดับโลกที่มีผู้เข้าแข่งขันจากนับร้อยประเทศ และในการแข่งขันปีนี้มีตัวแทนประเทศไทยทั้งหมด 43 คน

เส้นทางผู้บริหาร

ด้วยดีกรีอักษรศาสตร์บัณฑิต จากจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ภาควิชาภาษาอังกฤษ โน้ตเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการสอนภาษาอังกฤษ แต่ก็พบว่าเป็นสายงานที่ยังไม่ตรงกับศักยภาพที่มี ต่อมาเขาได้เข้าทำงานด้านเกี่ยวกับภาษาที่ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ ก่อนที่จะได้รับความไว้วางใจให้เบนเข็มมาลองทำงานด้าน HR ซึ่งโน้ตบอกว่าเป็นการตกหลุมรักครั้งใหญ่จนออกจากสายงานนี้ไม่ได้จนถึงทุกวันนี้

หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้ 1 ปี เขาตัดสินใจไปศึกษาต่อด้านการบริหารที่มหาวิทยาลัยวอร์ริก ประเทศอังกฤษ เพื่อเพิ่มพูนความรู้เรื่องการทำงานองค์กร เมื่อสำเร็จการศึกษา เขาเดินทางกลับประเทศไทยและได้รับโอกาสเข้าทำงานด้าน HR ขององค์กรระดับโลกอย่างเป๊ปซี่โค

ด้วยอุปนิสัยที่กล้าเสี่ยง กล้าพูด วันหนึ่งโน้ตตัดสินใจเดินเข้าไปบอกผู้บริหารระดับสูงว่าอยากลองไปทำงานต่างประเทศ และนั่นทำให้เขาได้เป็นพนักงานเป๊ปซี่โค ประเทศไทยคนแรกที่ถูกส่งออกเพื่อไป Special assignment ได้ไปทำงานที่สำนักงานที่ฮ่องกง

โน้ตเติบโตในสายงาน HR อย่างต่อเนื่อง จนได้โอกาสมาร่วมงานกับ บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และได้ตำแหน่งผู้บริหารครั้งแรกเมื่ออายุ 28 ปี ก่อนที่จะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสรรหาและว่าจ้างบุคลากร เมื่ออายุได้ 33 ปี

จุดสมดุลระหว่างงานและความฝัน

ตลอดชีวิตการเรียนและการทำงาน โน้ตไม่เคยร้างลาจากการร้องเพลง และทุ่มเทให้กับทั้งสองสิ่งอย่างเต็มที่ เขามองว่าการทำงานและการร้องเพลงมีความคล้ายคลึงกันตรงที่เป็นความท้าทายที่มาพร้อมกับความกังวล ความภาคภูมิใจ ความสุขของตัวเอง และ คนรอบข้าง การทำงานเป็นทีม และการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี

เขารู้สึกโชคดีที่ได้ทำงานในโลก 2 ใบที่แตกต่างกันมาก เพราะเป็นประสบการณ์ที่ให้อารมณ์ที่แตกต่างกัน เมื่อรู้สึกเหนื่อยล้าจากโลกใบนึง โลกอีกใบจะเป็นที่พักและเป็นเกราะกำบังให้เขาได้ชาร์จพลังก่อนที่จะลุกขึ้นสู้ใหม่

แม้ว่าภาระความรับผิดชอบของเขาจะมาพร้อมความเครียด แต่คนใกล้ตัวมักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจุดเด่นของเขาคือความมีอารมณ์ขันและเป็นกันเอง สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับคนรอบตัวเสมอ

“ผมไม่ได้มีเป้าชัดมากว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือต้องมีชื่อเสียง แต่ขอแค่ว่าในทุกช่วงเวลาที่ได้รับโอกาสอะไรมาก็ตาม ผมจะทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ มองไปข้างหน้าผมอยากให้ชีวิตของผมมีความสุข มีชีวิตที่เรียบง่ายแต่มีสีสันตรงที่ได้อยู่ท่ามกลางคนที่รักเราและเรารัก และได้ทำในสิ่งที่รักและเป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง งานในองค์กร หรือที่ไหนบนโลกนี้ก็ตาม เพราะทั้งหมดนี้ มันคือสิ่งที่ตอบโจทย์ของการมีอยู่ของตัวผม”

คลิปการประกวดร้องเพลงของสยามกลกาล ใน พ.ศ. 2534 ตอนอายุ 8 ขวบ

Gallery