6 เหตุผล ที่ สวิตเซอร์แลนด์ เป็นประเทศที่น่าไปเรียนต่อและน่าอยู่ที่สุดในโลก

Home / วาไรตี้ / 6 เหตุผล ที่ สวิตเซอร์แลนด์ เป็นประเทศที่น่าไปเรียนต่อและน่าอยู่ที่สุดในโลก

สวิตเซอร์แลนด์ เป็นอีกหนึ่งประเทศ ที่มีชื่อเสียงทางด้านคุณภาพการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก และยังเป็นประเทศที่เปิดกว้างสำหรับนักเรียนต่างชาติอีกด้วย โดยที่มหาวิทยาลัยบางแห่งมีนักเรียนต่างชาติอยู่ถึง 40% กันเลยทีเดียว ดังนั้น จึงทำให้ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางของนักเรียนต่างชาติจากทั่วโลก สำหรับหลักสูตรที่มีความโดดเด่นและมีผู้สนใจเข้าศึกษาต่อมากที่สุดก็คือ การโรงแรม ซึ่งนักเรียนไทยนิยมเดินทางไปศึกษาต่อกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีระบบการเรียนการสอนทางด้านการโรงแรรมที่ได้รับมาตรฐานที่ดีเยี่ยม และประเทศนี้ยังถือว่าเป็นต้นกำเนิดทางด้านวิชาการโรงแรมด้วย ตั้งแต่ปี 1883 หรือกว่า 100 ปีมาแล้ว มีระบบการบริการในธุรกิจโรงแรรมที่ดี จนมีคำพูดติดปากว่า การต้อนรับแบบชาวสวิตฯ (Swiss Hospitality) นอกจากนี้ยังมีสภาพแวดล้อมที่ดี ภูมิทัศน์สวยงาม บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับการไปเรียนต่อเป็นอย่างมาก

สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศที่น่าไปเรียนต่อมากที่สุด

และล่าสุด!! ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ยังได้รับการจัดอันดับอีกด้วยว่า เป็นประเทศที่ประชากรมีความสุขมากที่สุดติดในอันดับ Top 10 ประจำปี 2017 จากการจัดอันดับใน 158 ประเทศทั่วโลก โดย World Happiness Report ภายใต้การควบคุมขององค์กรสหประชาชาติ… อย่ารอช้า เรามาไขความลับเกี่ยวกับประเทศนี้กันดีกว่า ทำไมถึงเป็นประเทศที่น่าอยู่ น่าไปเรียนต่อ ไปดูกันเลย

1. ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีธรรมชาติที่สวยงาม

สำหรับ จุดเด่นของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเที่ยวกันได้อย่างมากมายนั้นก็คงหนีไม่พ้น วิวอันสวยงามของธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นภาพขุนเขาแอล์ปสที่เรียงตัวจนสุดสายตา ทุ่งหญ้าเขียวชอุ่ม ทะเลสาปสีฟ้าคราม และหิมะสีขาวโพลนที่ปกคลุมหลังคาบ้านแบบสวิสดั้งเดิม จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จะทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเที่ยวกันอย่างมากมายในแต่ลปี โดยรัฐบาลของสวิตเซอร์แลนด์ก็ได้มีนโยบายการควบคุมมลพิษอย่างรัดกุม ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดจำนวนรถ การจำกัดจำนวนโรงงาน และการจำกัดจำนวนแก๊สที่ปล่อยออกจากการเดินทางด้วยระบบรถไฟอันเป็นระบบขนส่งหลักของสวิตเซอร์แลนด์ ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติของสวิตเซอร์แลนด์ ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์และมีอัตราการปนเปื้อนของสารพิษต่ำนั่นเอง

2. มีระบบประกันคุณภาพที่ดีเยี่ยม

นอกจากปัจจัยอื่นๆ แล้ว ทางด้านสุขภาพก็เป็นเรื่องที่ชาวสวิตเซอร์แลนด์ให้ความสำคัญด้วยเหมือนกัน โดยการประกันสุขภาพพื้นฐานของที่นี่จะครอบคลุมทุกอย่าง รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ลงทุนเกือบ 3% ของจีดีพีของประเทศไปกับการประกันสุขภาพของประชาชน ทำให้สวิตเซอร์แลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีประชากรที่มีสุขภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และสำหรับนักเรียนต่างชาติที่ทำการซื้อประกันกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์จะมีสิทธิ์ได้รับการรักษาพยาบาลที่ครอบคลุม ทั้งการใช้ห้องฉุกเฉิน การฉีดวัคซีน และการจ่ายยา ได้เทียบเท่ากับชาวสวิตเซอร์แลนด์เช่นเดียวกัน

3. ชาวสวิตเซอร์แลนด์ รู้ถึงคุณค่าของเวลา

สำหรับ ชาวสวิตเซอร์แลนด์นั้นเรื่องของเวลาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเวลาเป็นสิ่งที่มีค่า เราจึงมักที่จะเห็นชาวสวิตเซอร์แลนด์มีวินัยทางด้านการใช้เวลาสูงและตรงต่อเวลามาก ทั้งการบริการต่างๆ ของทีนี่ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟหรือเที่ยวบินก็ตรงเวลาเสมอ และนี่จึงทำให้สวิตเซอร์แลนด์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีแบรนด์ผลิตนาฬิกาชั้นนำของโลกอยู่หลายแบรนด์ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น สวอตช์ (Swatch) และโรเล็กซ์ (Rolex)

สวิตเซอร์แลนด์

4. เป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้าน “ช็อคโกแลต”

เชื่อได้เลยว่า “ช็อกโกแลต” ต้องเป็นของหวานสุดโปรดของใครหลายๆ คน และการได้ทานช็อกโกแลตคุณภาพเยี่ยมก็คงจะทำให้เรามีความสุขกันอย่างแน่นอน ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีช็อกโกแลตอร่อยมากที่สุดในโลก และยังเป็นผู้ผลิตช็อกโกแลตชั้นนำของโลกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ลินด์ (Lindt), โทเบิลโรน (Toblerone), คาเยร์ (Cailler) และมิลก้า (Milka) โดยที่แบรนด์ช็อกโกแลตชั้นนำต่างๆ ของประเทศได้มีการคัดวัตถุดิบอย่างดีมาทำเป็นช็อกโกแลต นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์นมของที่นี่ยังมีคุณภาพสูงอีกด้วย เนื่องจากวัวของที่นี่เป็นแม่พันธ์ุชั้นดี สำหรับวิธีการให้อาหารวัวของที่นี่ เขาจะคัดอาหารที่มาจากธรรมชาติไม่มีการปนเปื่อนสารพิษเลย จึงทำให้สามารถทำให้ได้นมคุณภาพดี และนำมาผลิตเป็นชีสและช็อกโกแลตที่มีคุณภาพดีได้เป็นจำนวนมาก จึงไม่แปลกใจเลยที่ช็อกโกแลตของสวิตเซอร์แลนด์จะเป็นของหวานที่ครองใจคนทั่วโลกได้อย่างต่อเนื่อง

5. สวิตเซอร์แลนด์ เป็นประเทศที่ร่ำรวย

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “เงิน” เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชากรชาวสวิตเซอร์แลนด์มีความสุข จากการจัดอันดับประเทศที่มีความสุขที่สุดอีกแห่งหนึ่งในโลกที่อยู่ในอันดับ Top 10 ประจำปี 2017 สำหรับเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์มีความผกผันน้อยและยังมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ทั้งรายได้โดยเฉลี่ยของประชากรที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก นอกจากนี้ยังได้รับการจัดอันดับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการแข่งขันและความก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย ซึ่งวัดได้จากการขยายตัวของบริษัทสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ขนาดใหญ่ที่มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

6. มีระบบการศึกษาที่มีคุณภาพระดับโลก

สำหรับ ระบบการศึกษาของสวิตเซอร์แลนด์ก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่มีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในด้าน “การโรงแรม” เนื่องจากประเทศแห่งนี้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวกันอย่างมากมาย ดังนั้นธุรกิจด้านโรงแรมจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าเรียนมากๆ เลยทีเดียว ทำให้มีสถาบันการศึกษาเปิดสอนทางด้านโรงแรมโดยเฉพาะ และที่นี่ยังถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของวิชาการด้านการโรงแรมอีกด้วย โดยมีหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ และยังมีสอนภาษาที่ 3 ด้วย ได้แก่ ภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส ที่เป็นหนึ่งภาษาทางการของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สำหรับการเรียนการสอนการโรงแรมของสวิตเซอร์แลนด์ เน้นทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ โดยมีการฝึกงานจริงและยังได้รับค่าจ้างอีกด้วย โดยที่นักเรียนจะไม่ได้ถูกส่งไปฝึกงานเฉพาะในประเทศสวิตเซอร์แลนด์เท่านั้น แต่ยังถูกส่งไปฝึกงานที่ต่างประเทศด้วย

สวิตเซอร์แลนด์

เรื่องน่ารู้เพิ่มเติม ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ระบบการศึกษา ซึ่งแต่ละมณฑลจะมีระบบการศึกษาที่แตกต่างกัน ภายใต้กรอยที่กำหนดโดยรัฐบาล สามารถแบ่งออกได้ 5 ระดับ ได้แก่

1. ระดับอนุบาล เป็นการศึกษาก่อนวัยเรียน โดยทั่วไปแล้วเด็กจะเข้าเรียนอนุบาลตั้งแต่อายุ 4 ปีเป็นต้นไป

2. ระดับประถมศึกษา จัดเป็นการศึกษาภาคบังคับ โดยเด็กๆ ชาวสวิตเซอร์แลนด์ทุกคนจะต้องเข้าเรียนระดับชั้นประถมศึกษาเมื่ออายุ 6 ปีขึ้นไป ส่วนจำนวนปีในการเรียนจะมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละมณฑล ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 6 ปี แต่บางมณฑลอาจจะมีการเรียนการสอนอยู่ที่ 4-5 ปี ตามแต่ละมณฑลจะจัดการเรียนการสอน

3. ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ระยะเวลาในการศึกษาระดับนี้ มณฑลส่วนใหญ่จะจัดการเรียนการสอนให้ต่อจากระดับประถมศึกษา แต่บางมณฑลอาจจะมีระยะเวลาในการศึกษา 4-5 ปี โดยการศึกษาในระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจะต้องมีเวลารวมกันแล้วอยู่ที่ 9 ปี เมื่อเด็กๆ ชาวสวิตเซอร์แลนด์ศึกษาจบในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจะถือว่าจบการศึกษาภาคบังคับแล้ว โดยนักเรียนจะมีอายุประมาณ 13-15 ปี

4. ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย แบ่งออกเป็น 2 สาย ได้แก่ สายสามัญศึกษาและสายอาชีวศึกษา โดยสายสามัญศึกษาจะมุ่งสู่การศึกษาต่อในระดับอุมศึกษา (มหาวิทยาลัย)

5. ระดับอุดมศึกษา สำหรับสถาบันการศึกษาในระดับอุมศึกษาในสวิตเซอร์แลนด์มีทั้งหมด 12 แห่งด้วยกัน ซึ่ง 10 สถาบันเป็นของมณฑล ส่วนอีก 2 สถาบันเป็นของรัฐบาลกลาง นักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายส่วนใหญ่จะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย

สำหรับ น้องๆ ที่สนใจเรียนต่อทางด้านการโรงแรม

ปัจจุบัน มีโรงเรียนที่เปิดสอนทางวิชาการโรงแรมอยู่ 20 สถาบันด้วยกันในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยส่วนใหญ่จะใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน ทำให้มีนักเรียนต่างชาติให้ความสนใจและเข้าเรียนต่อกันเป็นจำนวนมาก โดยสถาบันการศึกษาทางด้านโรงแรมเป็นสาขาที่สามารถดำเนินการเรียนการสอนได้เอง จึงไม่มีการเปิดสอนในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาเทคโนโลยีของรัฐ แต่จะทำการเปิดการสอนในสถาบันการศึกษาเอกชน และมีการรับรองโดยรัฐบาล และ/หรือ รับรองโดยสมาคมวิชาชีพต่างๆ ระดับการศึกษาที่เปิดสอนมีตั้งแต่ระดับ Certificate (หลักสูตร 1 ปี หรือต่ำกว่า 1 ปี) Dipioma (2-3 ปี) จนถึงระดับปริญญาตรี (4ปี) และระดับปริญญาโท (2 ปี) จะมีการเรียนการสอนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกจากประสบการณ์จริงโดยตรง

ข้อมูลและภาพ : www.ekthana.comwww.swisseducation.ac, www.goodwp.com