เรื่องน่ารู้ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนที่ 1

Home / เรื่องเล่ามหาวิทยาลัย / เรื่องน่ารู้ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนที่ 1

เมื่อพูดถึงมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ชื่อแรกที่เรามักจะนึกถึงกันก็คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทลัย นั่นเอง เพราะนอกจากมหาลัยแห่งนี้จะมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานแล้ว ยังเป็นมหาลัยที่พร้อมไปด้วยอุปกรณ์การเรียนที่ทันสมัย สถานที่ในการเรียนก็สะดวกต่อนักศึกษา รวมถึงศักยภาพในการเรียนการสอนที่ได้รับจากการจัดอันดับโลกมาแล้วอีกด้วย จากสถาบันต่างๆ ครั้งนี้เราจึงจะพาน้องๆ มารู้จักจุฬาฯ กันให้มากยิ่งขึ้น กับเรื่องน่ารู้ น่าสนใจ ของจุฬาฯ ที่น้องๆ ควรรู้ จะมีเรื่องอะไรบ้าง มาดูกันค่ะ

ที่นักศึกษาปี 1 ควรรู้ ..

เรื่องพื้นฐานน่ารู้เกี่ยวกับจุฬาฯ

1. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย

2. เป็นมหาวิทยาลัยเดียวในประเทศ ที่ไม่ได้ขึ้นต้นด้วยคำว่า “มหาวิทยาลัย” มีตัวย่อว่า “จุฬาฯ” ไม่ใช่ “ม.จุฬาฯ” เหมือน ขสมก. ใช้

3. เป็นมหาวิทยาลัยเดียวที่ไม่มีป้ายชื่อมหาวิทยาลัย มีแต่เพียงป้ายบอกอาณาเขต (อยู่ 2 ที่ ที่แรกคือตรงสาธิตฯ ปทุมวัน หรือคณะศิลปกรรมตึกที่เพิ่งสร้างใหม่ แต่เด็กเตรียมฯ ชอบใช้เรียกว่า Black Gate อีกที่หนึ่งอยู่ข้างหลังมาบุญครอง /สนามกีฬาแห่งชาติ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา)

4. เป็นมหาวิทยาลัยที่สถาปนาโดยพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาลงเสาเอกด้วยพระองค์เอง

5. จุฬาฯ เป็นสถานที่ที่เกิดขึ้นจากความรักของ 2 พระองค์ที่มีแก่กัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระประสงค์อยากให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นอนุสรณ์ในพระราชบิดาของพระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

6. เมื่อก่อนชื่อ “จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย” ไม่มีการันต์ เป็นคำสมาสที่ไม่ได้อ่าน กะ-ระ-นะ อ่านว่า “กอน” เฉยๆ แต่มาสมัยจอมพล ป. รัฐบาลชุดนั้นก็ได้มาเปลี่ยนให้มีตัวการันต์ เพราะเขาบอกว่า ถ้าไม่อย่างนั้นก็ต้องอ่าน “กะ-ระ-นะ” ก็เลยต้องมีตัวการันต์จนถึงปัจจุบันนี้

7. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระบรมราชูปถัมภกแห่งโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ และเป็นพระราชปฏิบัติว่าพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีเป็นพระบรมราชูปถัมภกของสถาบันนี้ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน และตลอดไป (ด้วยเหตุนี้มหาวิทยาลัยแรกแห่งกรุงสยามได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบรมราชูปถัมภกแห่งจุฬาฯ ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน 5 พระองค์)

8. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานที่ดินของพระคลังข้างที่ จำนวน 1,309 ไร่ ซึ่งอยู่ที่อำเภอปทุมวัน ให้เป็นสถานที่ตั้งของจุฬาฯ

9. เงินที่นำมาสร้างจุฬาฯ คือ เงินบริจาคของประชาชน เงินที่เหลือจากการบริจาคสร้างพระบรมรูปทรงม้า เรียกว่า “เงินหางม้า”

10. ถ้าจะนับเวลาที่จุฬาฯ เกิดขึ้นจริงๆ แล้ว โดยที่ไม่นับรวมว่าใช้ชื่อสถาบันว่าอะไรก็ตั้งแต่ปี พ.ศ.2442 ในขณะนั้นยังใช้ชื่อว่า “สำนักวิชาฝึกหัดข้าราชการฝ่ายพลเรือน” (ร้อยกว่าปีผ่านมาแล้ว…)

11. คณะก่อตั้งจุฬาฯ 4 คณะแรก คือ รัฐศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ แพทยศาสตร์ และ อักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์

12. “พระเกี้ยว” พระพิจิตรเลขาประจำรัชกาลที่ 5 เป็นตราสัญลักษณ์ประจำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นเครื่องหมายแห่งความภาคภูมิใจของนิสิตจุฬาฯ ทุกคน

13. เข็มพระเกี้ยวต้องติดที่อกเบื้องขวา เพราะเป็นของพระราชทาน (ของพระราชทานจะติดที่เบื้องขวา)

14. เพลงพระราชนิพนธ์ มหาจุฬาลงกรณ์ เพลงประจำมหาวิทยาลัย แต่ก่อนเคยใช้เป็นเพลงมหาฤกษ์

15. สีประจำมหาวิทยาลัย คือ สีชมพู เป็นสีประจำวันพระราชสมภพของรัชกาลที่ 5 อัญเชิญมาใช้ครั้งตอนงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ – ธรรมศาสตร์

16. จามจุรี เป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย มีอยู่ 5 ต้น ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาปลูกด้วยพระองค์เอง โดยพระองค์ทรงนำต้นจามจุรีทั้ง 5 ต้นมาจากพระราชวังไกลกังวล หัวหินด้วยพระองค์เอง และมิได้แจ้งทางมหาวิทยาลัยล่วงหน้า นำความปลาบปลื้มมาสู่ชาวจุฬาฯ ทุกคน และยังได้พระราชทานพระราชดำรัสถึงความผูกพันระหว่างชาวจุฬาฯ กับจามจุรีว่ามีมานานตั้งแต่สร้างมหาวิทยาลัย ทรงเน้นว่า “ดอกสีชมพู” เป็นสัญลักษณ์สูงสุดอย่างหนึ่งของจุฬาฯ พระองค์ทรงเห็นว่าจามจุรีที่นำมานั้นโตขึ้น สมควรจะเข้ามหาวิทยาลัยเสียที และสถานที่นี้เหมาะสมที่สุด “จึงขอฝากต้นไม้ไว้ห้าต้นให้เป็นเครื่องเตือนใจตลอดกาล”

17. นิตยสารไทม์ได้เสนอผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก คือ จุฬาฯ ภาพรวมอยู่อันดับที่ 180 (เคยอยู่สูงสุดอันดับที่ 123) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของไทย และอันดับ 3 ของอาเซียนมาโดยตลอด

เครื่องแบบนิสิตนักศึกษา

18. เครื่องแบบการแต่งกายของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเครื่องแบบแห่งแรก และเพียงแห่งเดียวของประเทศไทยที่ได้รับพระราชทานมาจากองค์พระมหากษัตริย์ และเป็นแห่งแรกที่มีการสวมใส่เครื่องแบบนิสิต นอกจากนี้เครื่องแบบนิสิตจุฬาฯ ยังเป็นเครื่องแบบของมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวของไทยที่ถูกตราไว้ในพระราชกฤษฎีกา พ.ศ.2498 (เป็นเกียรติ เป็นศรี เป็นศักดิ์ เป็นเอกลักษณ์งามสง่า สวมชุดนิสิตจุฬาฯ ประกาศค่า “จุฬาลงกรณ์”)

19. จีบด้านหลังของเสื้อนิสิตหญิง เป็นสัญลักษณ์แทนสไบ แปลว่า ผ้าแถบ ผ้าห่มผู้หญิง ส่วนที่ตลบกลับตรงท้องแขนของเสื้อนิสิตหญิง เป็นสัญลักษณ์แทน พาหุรัด แปลว่า เครื่องประดับ กำไลแขน ทองต้นแขน ซึ่งเป็นเครื่องประดับชั้นสูง

20. รองเท้าหนังฟอกสีขาวสำหรับนิสิตหญิงน้องใหม่ฮิตใส่ยี่ห้อ peppermint

21. ตราพระเกี้ยวในเนคไทของนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์นั้นไม่ได้ใช้ตามแบบมหาวิทยาลัย

22. นิสิตหญิงคณะนิเทศศาสตร์ใส่พลีตสีดำตลอดชั้นปีที่ 1 ส่วนนิสิตชายชั้นปีที่ 1 คณะวิวกรรมศาสตร์ และครุศาสตร์ให้ใส่กางเกงสีกรมท่า (แต่ถ้าปีอื่นๆ ใส่สีดำก็ไม่ว่ากัน)

23. นิสิตหญิงที่ใส่เสื้อฟิดติ้วตีเกล็ด ใส่กระโปรงทรงสอบสั้นจะถูกประณามเหยียดหยาม

สถานที่น่ารู้ของจุฬาฯ

24. จุฬาฯ มี 5 ฝั่ง ได้แก่

  • – ฝั่งแรก คือ ฝั่งอนุสาวรีย์พระบรมรูปสองรัชกาล หน้าหอประชุมจุฬาฯ เป็นที่รวมของหลายๆ คณะ เด็กจุฬาฯ เรียกว่า “ฝั่งใหญ่”
  • – ฝั่งที่ 2 คือ ฝั่งหอสมุดกลาง เป็นที่ตั้งของคณะอีก 3 คณะ คือ ครุศาสตร์ นิเทศศาสตร์ และนิติศาสตร์ บางคนเรียกว่า “ฝั่งนอกเมือง” ทั้งๆ ที่เป็นฝั่งเดียวกัน MBK และสามย่านนะ
  • – ฝั่งที่ 3 คือ ฝั่งสยามสแควร์ เป็นที่ตั้งของคณะทันตแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และสัตวแพทยศาสตร์
  • – ฝั่งที่ 4 คือ ฝั่งมาบุญครอง เป็นที่ตั้งของคณะสหเวชศาสตร์ พยาบาล จิตวิทยา และวิทยศาสตร์การกีฬา
  • – ฝั่งสุดท้าย คือ ฝั่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คือ ที่ตั้งของคณะแพทยศาสตร์

25. รู้ไหมว่าในจุฬาฯ (ฝั่งใหญ่) มีถนนที่ชื่อว่า NickName อยู่สองสาย คือ Art Street = ตั้งแต่คณะสถาปัตยศาสตร์มาศิลปกรรมศาสตร์จนถึงอักษรศาสตร์ (เกี่ยวกับศิลป์) ส่วนอีกถนนหนึ่งก็คือ Hi-So Street = ตั้งแต่รัฐศาสตร์ไปถึงเศรษฐศาสตร์ไปสุดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีไง ส่วนสามแยกปากห-ม-า ก็ต้องที่วิศวะเท่านั้น!!

26. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ไม่ใช่ของจุฬาฯ แต่เป็นของสภากาชาดไทย ว่างๆ ก็ไปบริจาคเลือดที่สภากาชาดกันนะ

27. หอประชุมจุฬาฯ เป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานทั้งแบบตะวันออก และแบบตะวันตกเข้าด้วยกัน ผู้ออกแบบเป็นชาวต่างชาติ

28. อาคารหลังแรกของจุฬาฯ (อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ : เทวาลัย) ที่ต้องสร้างเป็นแบบไทยผสมตะวันตก ทั้งที่ขณะนั้นค่านิยมการสร้างอาคารต้องสร้างให้ทันสมัยแบบตะวันตก เพราะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมิได้สร้างวัดประจำรัชกาลของพระองค์ จึงมีพระประสงค์สร้างอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ เป็นสถาปัตยกรรมรูปแบบไทยผสมตะวันตก เพื่อแทนการสร้างวัดประจำรัชกาล และพระองค์มีพระประสงค์ให้ “เรียนศาสตร์ใหม่ การศึกษาก้าวหน้า รักษาภูมิปัญญาตะวันออก”

29. ตึกที่สูงที่สุดในจุฬาฯ คือ ตึกมหามกุฎ คณะวิทยาศาสตร์ ถ้ามองจากมุมสูง จะเห็นศาลาพระเกี้ยว เป็นรูปพระเกี้ยวจริงๆ และตึกจุลจักรพงษ์จะเป็นฐานพระเกี้ยว ไฮโซเวอร์

30. คณะที่มีห้องประชุมเป็นของตัวเอง คือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะครุศาสตร์

31. หอสมุดกลาง เรียกว่า “หอกลาง” เป็นที่สำหรับนอนหลับ อ่านหนังสือ เล่นอินเทอร์เน็ต ดูหนัง ฟังเพลง เล่นFacebook และต่อมาก็กลายมาเป็นตลาดนัดในช่วง Midterm กับ Final ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องทำสงครามแย่งโต๊ะอ่านหนังสือจนเคยมีคดีชกต่อยกันมาแล้ว

32. จามจุรี 9 เป็นอีกสถานที่ ที่ให้เด็กจุฬาฯ ไปอ่านหนังสือ ติวหนังสือ สอนพิเศษทั้งอาคาร รวมทั้งยังมีที่ทำการไปรษณีย์ และศูนย์อนามัยของมหาวิทยาลัย

33. หอพักนิสิตจุฬาฯ มี 5 หอ คือ จำปี-จำปา พุดตาน พุดซ้อน เฟื่องฟ้า ชวนชม ส่วนหอพักในกำกับ คือ หอพักพวงชมพู (ยูเซ็นเตอร์) ที่แอบไฮโซแต่แคบมาก

34. สนามกีฬาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียกกันว่า “สนามจุ๊บ” โดยเรียกให้คล้องจองกับ “สนามศุภ”

35. สถานีรถไฟใต้ดินสถานีสามย่าน เขียนว่า “สิ่งปลูกสร้างนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”

36. การเดินจากฝั่งคณะวิทยาศาสตร์ไปฝั่งคณะนิเทศศาสตร์ไปง่ายๆ โดยไม่ต้องขึ้นสะพานลอย เพราะจุฬาฯ หรูกว่านั้น คือ มีอุโมงค์เชื่อมสองฟากถนนด้วย

37. ถนนอังรีดูนังต์มีอาชญากรรมบ่อยๆ

38. ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างๆ จัดตั้งศูนย์หนังสือขึ้นมาร่วมกันด้วยทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

เรื่องน่ารู้รอบรั้วคณะ

39. คณะรัฐศาสตร์ มีเค้ากำเนิดมาตั้งแต่โรงเรียนฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือนพ.ศ. 2442 (ร.ศ.118) ต่อมาเปลี่ยนเป็นโรงเรียนมหาดเล็กในสมัยรัชกาลที่ 5 และได้ยกเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือนในสมัยรัชกาลที่ 6 จนกระทั่งเป็น 1 ใน 4 คณะแรกของจุฬาฯ โดยใช้ชื่อว่า “คณะรัฏฐประศาสนศาสตร์” ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “คณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์” ในปี พ.ศ.2476 ต่อมารัฐบาลได้ให้คณะดังกล่าวไปขึ้นต่อมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ ครั้นเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2491 ได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง และคณะเศรษฐศาสตร์ก็เคยเป็นแผนกหนึ่งในคณะรัฐศาสตร์มาก่อนที่จะจัดตั้งเป็นคณะด้วย

40. จะเห็นได้ว่า ชาวคณะรัฐศาสตร์กับนิติศาสตร์ จุฬาฯ มีความผูกพันกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ชาวคณะแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ จะมีความผูกพันกับมหาวิทยาลัยมหิดล

41. อักษร “ฬ” เป็นอักษรย่อแทนคณะนิติศาสตร์

42. คณะแพทยศาสตร์ เป็นรากฐานของศิริราชพยาบาล เพราะเมื่อมีการตั้งมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และทันตแพทยศาสตร์ก็ไปสังกัดมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ จึงเป็นการสิ้นสุดที่สังกัดจุฬา ต่อมา รัชกาลที่ 8 ทรงพระราชดำริสมควรมีคณะแพทย์แห่งใหม่ จึงเลือกที่จะตั้งคณะแพทยศาสตร์ ร.พ.จุฬาลงกรณ์ ดังนั้นคณะแพทยศาสตร์ที่สังกัดจุฬาฯ จึงกำเนิดขึ้นอีกครั้ง (พ.ศ.2490) และนับเป็นรุ่นที่ 1 (พ.ศ.2496) ตั้งแต่นั้นมา

43. คณะที่มีนิสิตเข้าศึกษาต่อชั้นปีมากที่สุด คือ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ พาณิชยศาสตร์และการบัญชี ครุศาสตร์ และนิติศาสตร์ ตามลำดับ

44. ปราสาทแดง หรือตึกแฝด คณะวิศวกรรมศาสตร์ที่สร้างเลียนแบบให้เหมือนกัน (สร้างตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจุฬาฯ เชียวนะ) ถึงแม้จะเป็นแฝด แต่ก็มีอะไรที่แตกต่างกันคือ ปูนที่อยู่ที่อิฐแต่ละก้อน ตึก 1 จะแบบเว้าเข้า ตึก 2 จะนูนออก ของเจ๋งๆ แบบนี้ไปชมได้ที่คณะหนุ่มหล่อ พ่อรวยแถมฉลาดเป็นกรด

45. คณะศิลปกรรมศาสตร์ มีตุ๊กแก (ตัวใหญ่มาก) ถูกเอาไปแปะไว้มุมบนขวาของตึก ไม่ใช่ปูนปั้น แต่มันเป็นโฟม แปะด้วยกาวสองหน้า อยู่ทนทานมานานจนผุกร่อน เลยดูคล้ายปูนปั้น ช่วงปรับปรุงตึกตุ๊กแกหายไป แต่ก็กลับมาใหม่ ตัวใหม่ และสีสันสดใสไฉไลกว่าเดิม ทำเป็นไฟเบอร์ทำสีอย่างดี อยู่ในตำแหน่งเดิมเป๊ะ

46. สนามวอลเลย์บอลคณะรัฐศาสตร์ ปัจจุบันเป็นที่จอดรถ

47. คณะรัฐศาสตร์มีสนามฟุตบอลเป็นของตัวเอง และหวงมากด้วย

48. คณะนิเทศศาสตร์ที่ดูต้องใช้เครื่องมือเยอะๆ นั้น อดีตมีตึกเรียนเพียงสองตึก คือ ตึกหนึ่งและตึกสอง ตึกหนึ่งมีห้าชั้นใช้การได้สี่ชั้น และตึกสองมีหกชั้นใช้งานได้จริงๆ สามชั้น (สงสัยตัวเองเหมือนกันว่ายัดตัวเองอยู่ที่ไหนของคณะ) เป็นตึกจิ๋วๆ ที่อยู่ระหว่างครุศาสตร์กับนิติศาสตร์ นี่แหละ ปล.ก็อยู่กันใต้ถุน

49. คณะนิเทศศาสตร์สร้างตึกใหม่สูง 14 ชั้น ชื่อว่า “มงกุฎสมมติวงศ์” ตึกนี้ใช้เวลาสร้างนาน 10 ปีเลยทีเดียว เพราะมีข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณ และเรื่องลี้ลับที่หลายคนก็สงสัยว่าทำไมถึงสร้างไม่เสร็จซักที แต่ตอนนี้เสร็จแล้วนะ

50. คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มีธรรมเนียมที่ว่าห้ามนิสิตของคณะเดินเหยียบ “สถ” บนพื้นถนน

51. ห้องสมุดคณะรัฐศาสตร์สามารถคุยได้ แต่ถ้าเสียงดังเข้าขั้นตลาดสดเมื่อไหร่จะมีกริ่งเตือน นิสิตจะเงียบไปประมาณสองนาที แล้วก็คุยกันเหมือนเดิม

52. ห้องสมุดคณะอักษรศาสตร์เป็นห้องสมุดที่เงียบมาก เพราะเด็กอักษรไม่นิยมอ่านกันที่นี่ แหมก็อยู่ในเทวาลัย บรรยากาศมันวังเวงซะขนาดนั้น

53. ห้องสังสรรค์ เอ้ย!! ห้องสมุดคณะเศรษฐศาสตร์ มีบรรณารักษ์ที่ดุที่สุดในโลก ไม่ต่างกับห้องสมุดคณะครุศาสตร์ ซึ่งเด็กครุเรียกกันว่า “หอน้อย” นั้นก็มีบรรณารักษ์ที่หน้าหัก ไม่รับแขก และไม่มีปากกาบริการยืมคืน นิสิตต้องใช้ของตัวเอง

54. พนักงานหน้าห้องคอมพิวเตอร์คณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นเกย์ ชอบแอบจับมือผู้ชายตอนขอดูบัตรนิสิต และถ้าหน้าตาถูกตาถูกใจพนักงานละก้ออาจได้ยินประโยคต่อท้ายว่า “ช่วยหันหลังให้ดูด้วยครับ” รวมทั้งถ้าไม่ยอมมองสบตาตรงๆ ก็อาจโดนว่าด้วยว่า “ช่วยมองหน้าตรงๆ ด้วยครับ” 555+

55. คณะที่ใกล้ห้างที่สุดคือ สหเวชศาสตร์ ใกล้สยามที่สุดคือ ทันตแพทยศาสตร์

การเรียนการสอน

56. จุฬาฯ เป็นสถาบันเดียวที่มีสมเด็จเจ้าฟ้าอาจารย์ 4 พระองค์ ได้แก่

  • – 4 ตุลาคม 2461 สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย เสด็จมารับราชการที่จุฬาฯ นับเป็นเจ้าฟ้าอาจารย์พระองค์แรกของจุฬาฯ ในครั้งนั้นท่านทรงสอนวิชาภาษาอังกฤษที่คณะรัฏฐประศาสนศาสตร์
  • – พ.ศ.2467-2468 สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงสอนวิชา vertebrate anatomy แก่นิสิตคณะแพทยศาสตร์ ทรงริเริ่ม สอนวิชาอารยธรรม และประวัติศาสตร์แก่นิสิตทุกคณะที่ลงทะเบียน ทรงเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าอาจารย์องค์ที่ 2
  • – พ.ศ.2495-2501 สมเด็จพระพี่นางฯ ทรงเคยเป็นอาจารย์สอนนิสิตชั้นปีที่ 4 คณะอักษรศาสตร์ วิชาวรรณคดีฝรั่งเศส และ phone’tiquie สำหรับนิสิตปี 3 และ conversation ให้แก่นิสิตชั้นปีที่ 2 เมื่อพระองค์ท่านมีทรงงานเยอะขึ้น จึงต้องล้มเลิกการสอนไป (ถ้านิสิตคนไหนอยากดูพระฉายาลักษณ์ตอนที่ท่านเคยสอนนิสิตคณะอักษรศาสตร์ ลองไปดูที่หอประวัติจุฬาฯ ชั้นสองได้ มีรูปและคำบรรยายประกอบด้วย) พระองค์ท่านทรงเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าอาจารย์องค์ที่ 3
  • – พ.ศ.2522 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสอนวิชาอารยธรรมแก่นิสิตที่ลงทะเบียนเรียนตามโครงการการศึกษาทั่วไป ทรงเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าอาจารย์องค์ที่ 4

57. คะแนนการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อจุฬาฯ มีคะแนนนำมาตลอดทุกคณะ/สาขาวิชา และที่นี่เปรียบเสมือนที่รวมหัวกะทิของประเทศ เด็กมัธยมทั่วประเทศกว่าร้อยละ 70 กำลังกวดวิชา เพื่อความหวังในการเข้าศึกษาในสถาบันแห่งนี้ แต่การเรียนในจุฬาฯ หนักยิ่งกว่าแอดมิชชั่นส์เท่าตัว

58. วิชาที่นิสิตใหม่ทั้งมหาวิทยาลัยเรียนเหมือนกัน คือ Experential English I & II จัดสอนโดยสถาบันภาษา ยกเว้นนิสิตใหม่คณะอักษรศาสตร์ที่มีวิชาภาษาอังกฤษของคณะ

59. คะแนนอังกฤษ CUTEP ในจุฬาฯ คณะที่คะแนนเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก (โดยส่วนมาก) คือ 1.แพทยศาสตร์ 2.อักษรศาสตร์ 3.พาณิชยศาสตร์และการบัญชี ส่วนคณะที่คะแนนเฉลี่ยต่ำสุด 3 อันดับ (โดยส่วนมาก) คือ 1.วิทยาศาสตร์การกีฬา 2.ศิลปกรรมศาสตร์ 3.จิตวิทยา

60. คณะอักษรศาสตร์มีภาควิชาศิลปการละครด้วย แต่เป็นละครเวที มีโรงละครเป็นของตนเองในอาคารมหาจักรีสิรินธร อาคารใหม่ของคณะ แต่ละเทอมมีหลายเรื่องเหมือนกัน แต่ละเรื่องก็แนวมาก น้องปีหนึ่งเข้ามาใหม่ๆ ต้องเริ่มด้วยการดูละคร และวิจารณ์ละครเวที (ที่ดูยากมากๆ)

61. Human Relation คือ วิชาศึกษาทั่วไป (Gen Ed) ยอดฮิต ลงกันล้นจนต้องเปิดเซคเพิ่มทุกเทอม

ข้อมูลจาก : http://lib.edu.chula.ac.th/ และ http://quezie.exteen.com/

ขออภัย!

ไม่อนุญาติให้แสดงความคิดเห็นในบทความนี้