6 ตำนานหลอน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (วิทยาเขตหาดใหญ่และปัตตานี)

Home / เรื่องเล่ามหาวิทยาลัย / 6 ตำนานหลอน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (วิทยาเขตหาดใหญ่และปัตตานี)

ไม่ว่าเราจะไปที่สถานที่ใดต่างๆ ก็มีเรื่องเล่าที่ถูกเล่าต่อๆ กันมาจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งที่เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริง หรือจะเป็นเรื่องที่ถูกเติมแต่งขึ้นมา อย่างเช่นกระทู้นี้ ที่เราได้รวบรวมเรื่องเล่าหลอนๆ ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทั้งวิทยาเขตหาดใหญ่และวิทยาเขตปัตตานี มาให้เพื่อนๆ ได้หลอนกัน แต่เราต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่า เรื่องที่เราได้นำเสนอนี้เป็นเรื่องอาจจะเคยเกิดขึ้นจริง หรือบางเรื่องอาจจะถูกแต่งเติมก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ เอาเป็นว่าเรามาอ่านกันเพื่อความบันเทิง คลายเครียดกันดีกว่าเนอะ

เรื่องเล่าตำนานหลอน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

1. ด้ายแดง

เริ่มกันที่ ตึก MNL เป็นตึกสำหรับวิชากายวิภาคศาสตร์ ก็แปลว่าเป็นตึกที่ใช้เก็บรักษาร่างของอาจารย์ใหญ่นั่นเอง (อาจารย์ใหญ่ หมายถึงศพที่นักศึกษาแพทย์ใช้ทำการเรียนการสอนเกี่ยวกับกายวิภาคครับ ใช้ทำการผ่า ทำการศึกษาผ่านร่างกายจริง นักศึกษาจึงเรียกร่างเหล่านี้ว่าอาจารย์ใหญ่ ในฐานที่อุทิศร่างกายให้พวกเค้าได้เรียนรู้ ว่ากันว่าใครที่บริจาคร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่นี่จะได้บุญน่าดู) สำหรับตำนานของตึกนี้เค้าก็เล่ากันมาว่า…

เคยมีนักศึกษาปี 1 ก็มาเรียนที่ตึกเป็นวันแรก ไปถามยามว่าลิฟต์อยู่ทางไหน ยามก็บอกทางไปตามปกติ ก่อนจากนักศึกษาคนนั้นสังเกตเห็นว่า ที่ข้อมือของยามคนนี้ มีด้ายสีแดงผูกอยู่ เป้าหมายของนักศึกษาคนนี้อยู่ที่ชั้น 5 ก็กดลิฟต์เปิดเข้าไป กดชั้น 5 แต่ลิฟต์กลับไปเปิดที่ชั้น 2 (ชั้น 2 จะเป็นชั้นที่ใช้เก็บร่างอาจารย์ใหญ่ ซึ่งตอนนั้นไอ้น้องคนนี้ก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะไม่รู้เรื่อง มาเสียวแทบช็อกเอาตอนรู้ทีหลัง ว่าทำไมลิฟต์ถึงได้จอดชั้นนั้น) เรียนเสร็จลงมาก็ไม่เจอยามคนนั้นแล้วครับ และก็ไม่เคยได้เจอแกอีกเลยไม่ว่าจะกลับไปเรียนที่ตึกอีกกี่ครั้ง

จนในที่สุด ก็ได้มารู้ความจริงจากปากรุ่นพี่ว่า ที่ตึก MNL ไม่เคยมียามประจำการอยู่ .. ก็งงสิ แล้วยามคนที่เค้าเห็นคืออะไร ก็เลยเล่าให้รุ่นพี่ฟัง จนมาได้รู้ความจริงว่า การผูกด้ายสีแดงที่ข้อมือน่ะ คนเป็นจะไม่ผูกกัน ด้ายแดงจะใช้สำหรับผูกข้อมืออาจารย์ใหญ่ (ผมได้ไปสถานที่จริงมาด้วยนะ กลางคืนเข้าไม่ได้ เลยต้องกลับไปอีกทีตอนกลางวัน ไปเดินชั้น 2 มา รอบๆ สองข้างทางก็แบ่งเป็นห้องๆ ล่ะ แอบเห็นห้องปฏิบัติการแวบนึงด้วย (ห้องผ่า) บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบแบบพิลึกๆ ชวนวังเวงโดยไม่มีเหตุผล)

2. ตึกฟักทอง

มากันที่ภาคเคมีของคณะวิทยาศาสตร์ ที่นี่จะมีตึกที่เปรียบเป็นดั่งสัญลักษณ์ของมหาลัย คือตึกฟักทอง (ตามชื่อเลย ตึกจะมีรูปร่างเป็นฟักทอง) ตึกฟักทองนี่มีตำนานด้วยนะ เห็นว่าถ้าเด็ก ม.6 เตรียมเอนท์มาเดินนับกลีบ เค้าว่าจะเอนท์ไม่ติด ขณะเดียวกันถ้าเป็นนักศึกษาของมหาลัย มาเดินนับกลีบก็จะเรียนไม่จบ ห้องหับใต้ตึกฟักทองจะเรียกเป็น L1-L5 ทั้ง 5 ห้องนี้จะมีม่านเป็นสีน้ำเงินหมด แต่จะมีเพียงห้องเดียวที่มีม่านเป็นสีดำ

ว่ากันว่าเคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งเคยเสียชีวิตลงที่ห้องนั้น ทางคณะก็เลยไว้อาลัยให้ ด้วยเปลี่ยนม่านเป็นสีดำ (ใครเรียนอยู่ที่นั่น ว่างๆ ลองไปเดินสำรวจดูนะครับ ผมไปมาละ มีห้องหนึ่งม่านสีต่างจากห้องอื่นจริงๆ) ใต้ตึกฟักทองนี่ก็ตำนานเยอะพอตัวเลยครับ ทั้งว่าหากไปอ่านหนังสือวิชาเคมีตอนดึกๆ แล้วจะมีวิญญาณอาจารย์วิชาเคมีที่เสียไป มาสอนพร้อมสมุดปกสีแดง (ตอนไปนี่เจอคนนึงครับ เล่าให้ฟังว่าเคยนั่งอ่านหนังสือดึกๆ แล้วเห็นควันลอยออกมาจากเสาไม้)

3. ควนมดแดง

คำว่า ‘ควน’ สำหรับคนใต้ก็หมายถึงเนินเตี้ยๆ ที่ตึกวิศวะจะมีถนนเส้นเล็กๆ เส้นหนึ่ง มุ่งไปยังเนินที่เรียกว่า ‘ควนมดแดง’ ระหว่างถนนสองข้างทางก็ป่ารกทึบ มาตอนกลางคืนมองไปไม่เห็นอะไรเลย ตำนานที่ควนมดแดงนี่น่ากลัว ที่ฟังแล้วไม่กล้าไปลองคนเดียวเหมือนกันจ๊ะ นักศึกษาที่ ม.อ. เล่าให้ฟังว่า เคยมีรุ่นพี่กลับจากเตะบอลตอนดึกๆ ก็เดินขึ้นควนมดแดงมาระหว่างทางก็เป็นป่ามืดๆ จะมีแสงไฟก็เพียงจากเสาไฟฟ้า ที่ต้นหนึ่งทิ้งห่างกันพอสมควร และก็ที่เสาไฟต้นที่ 3 นี่ละ ที่พี่เค้าเห็นนักศึกษาผู้หญิงคนนึงกวักมือเรียกให้ไปหา พอเดินเข้าไปผู้หญิงคนนี้ก็เงยหน้าที่มีเลือดโชก แล้วก็หายไป

และยังไม่หมดแค่นี้นะ คนเก่าคนแก่เล่าให้ฟังว่า ผู้หญิงคนนั้นน่าจะเป็นนักศึกษาที่ถูกคนงานฆ่าข่มขืนสมัยที่สร้างตึกวิศวะฯ ขึ้นมานั่นเอง พวกผมได้ไปลองเดินที่ควนมดแดงที่ว่านี้ด้วยนะ ซึ่งสถานที่จริงเปลี่ยวโคตร น้องสาวผมคนนึงก็ได้ไปลองยืนที่เสาไฟต้นที่ 3 ไปยืนแล้วก็โบกมือเลียนแบบตามตำนาน ก็ไม่พบอะไร แต่ระหว่างโบกได้ยินเสียงวี้ดแหลมสูงเป็นระยะ ทั้งๆ ที่ก่อนไปยืนที่เสาไม่มีเสียงอะไรเลยก็แปลกๆ

4. ผีพยาบาลสาว

ด้วยความที่ ม.อ. หาดใหญ่ มีโรงพยาบาลอยู่ในตัว ก็เลยจะมีเรื่องผีพยาบาล ผีคุณหมอ ผีคนไข้อะไรมากมาย ซึ่งหลายๆ เรื่องก็สมจริงบ้าง เหนือจริงบ้าง และวิธีที่เค้าว่าถ้าอยากเห็นผีเหล่านี้ ก็ให้ไปตามตึกต่างๆ และมองลอดหว่างขาไปที่ดาดฟ้า ถ้าดวงดีจริงๆ เค้าว่าผีสาวพยาบาลชุดขาวทั้งหลาย จะมีน้ำใจโผล่มาให้เห็นกันด้วยนะ

5. ผีหอ 5

หอ 5 เป็นหอหญิงที่ถูกดัดแปลงมาจากโรงแรมเก่า ใครเข้าไปจะเห็นได้ว่าการออกแบบนั้นออกแบบมาเพื่อเป็นโรงแรมอย่างชัดเจน เป็นหอเดียวที่มีลิฟท์ และที่ลิฟท์นี้เองก็เป็นที่มาของตำนาน “ผีหอ 5” ที่ว่ากันว่าเฮี้ยนสุดๆ ของ ม.อ.ปัตตานี เรื่องมีอยู่ว่า ช่วงก่อนปิดเทอม มีนักศึกษาหญิงคนหนึ่งเข้าไปในลิฟต์ แล้วปรากาฏว่าลิฟต์ค้างร้องให้คนช่วยก็ไม่มีใครได้ยินจนเปิดเทอม… ภารโรงมาเปิดลิฟต์จึงพบศพญิงสาวนอนแห้งตาย มีรอยเลือดเปรอะเต็มที่ประตู มีเศษเล็บติดที่ประตู เหมือนพยายามจะเปิดประตูลิฟต์ว่ากันว่า ใครอยู่ห้องใกล้ลิฟต์ก็มักจะได้ยินเสียงร้องโหยหวนหรือบางครั้งอาจเห็นคนเดินเข้าออก ทั้งๆ ที่ลิฟต์ไม่เปิดให้ใช้ ยังไม่พอ หากใครไม่สบายก็มักจะมีใครก็ไม่รู้เข้ามาเยี่ยม หรือมาเฝ้าไข้อีกด้วย

6. ช่างทาสีหอ 11

หอ 11 มีข่าวว่ามีช่างก่อสร้างกำลังทาสีอยู่แล้วตกลงมาตายที่ชั้น 7 แต่วิญญาณยังห่วงงานอยู่ซึ่งดึกๆ เด็กหอนั้นจะเห็นแกห้อยตัวลงมาทาสีเป็นประจำ และเคยมีคนที่เคยอยู่ในหอนั้นเล่าให้ฟังว่า ในคืนหนึ่งที่เขาเกิดหิวน้ำขึ้นมาในกลางดึก และได้ลุกออกมาเพื่อจะไปกดน้ำกิน ขณะที่กำลังจะกดน้ำนั้น เขาก็ได้เห็นร่างเป็นเงาดำๆ เดินผ่านทะลุกำแพงไป จึงกลายเป็นเรื่องเล่าที่มาสนับสนุนความเฮี้ยนของวิญญาณช่างทาสีคนนี้ เล่ากันสืบมาจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง จนกลายมาเป็นเรื่องหลอนๆ ในหอพักมหาวิทยาลัยอีกหนึ่งเรื่องของ ม.อ. อีกหนึ่งเรื่องที่ได้ยินทีไรก็หลอนทุกที

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูล : www.horonumber.com/news-3342, www.manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9570000092295, www.pn.psu.ac.th/web2555/img_all.php

ขออภัย!

ไม่อนุญาติให้แสดงความคิดเห็นในบทความนี้