อ้าวเฮ้ย! รักจริง เจ็บจริง สมัยเรียน ของ อะตอม-ชนกันต์

Home / วาไรตี้ / อ้าวเฮ้ย! รักจริง เจ็บจริง สมัยเรียน ของ อะตอม-ชนกันต์

นักร้อง ค่าย White Music นักแต่งเพลง “อ้าว” ที่มีวลีฮิตกระแทกใจใครหลายๆ คน อะตอม-ชนกันต์ รัตนอุดม กับฝีมือการเขียนเพลงรักสุดดาร์กที่ทำเอาใครหลายคนเจ็บจี๊ดกันทั่วหน้า แต่ใครจะรู้ว่าที่มาของแรงบันดาลใจในแต่ละเพลงส่วนหนึ่งมาจากเรียนในคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และประสบการณ์รักจริง เจ็บจริง ไม่ใช้สแตนอินในสมัยเรียนเฟรชชี่ ปี 1

อะตอม-ชนกันต์

อ้าวเฮ้ย! รักจริง เจ็บจริง สมัยเรียน ของอะตอม-ชนกันต์
อ้าวเฮ้ย! รักจริง เจ็บจริง รับวาเลนไทน์ ของอะตอม-ชนกันต์

ความสามารถในการแต่งเพลง เริ่มมาตั้งแต่ตอนไหน

ตั้งแต่ตอนเด็กป.3 ได้ ก็ชอบแต่งกลอน ครูให้การบ้านแต่งกลอนประเภทไหน สัมผัสกันตรงไหน เรารู้สึกว่าในขณะที่เพื่อนรุ่นเดียวกันทำไม่ค่อยได้ แต่เราค่อนข้างทำได้คล่อง เป็นอะไรที่ชอบมาก จนขึ้นป.5 เริ่มเล่นกีต้าร์เป็น สนใจดนตรีตั้งแต่ตอนนั้น พอเริ่มเล่นเป็นเพลง ก็เลยเกิดการแปลงเพลง ใส่เนื้อเข้าไปในทำนองเพลงที่ดัง ประมาณล้อเพื่อนล้อพ่อแม่เพื่อนตลกๆ ไป (หัวเราะ) แล้วก็เริ่มเขียนเพลงจริงจังตอนม.3 ที่มีจดเพลงใส่สมุด อัดง่ายๆ กับกีต้าร์โปร่ง เก็บเป็นสต็อกไว้เรื่อยๆ

เลือกมหาวิทยาลัย…

พอถึงเวลาเลือกเรียนมหาวิทยาลัยจริงๆ กลับเลือกเรียนนิติศาสตร์ซะงั้น

ตอนม.ปลายผมเรียนสายศิลป์ภาษาจีน เพราะอย่างวิทย์คณิตก็ไม่ใช่ทางผม ก็เลยเลือกภาษาซึ่งเป็นอะไรที่น่าสนใจในตอนนั้น ดนตรีผมก็สนใจ แต่เราก็มาลองชั่งน้ำหนักดูว่าจบดนตรีแล้วจะไปทำอะไร ชีวิตจะประสบความสำเร็จจริงๆ หรือเปล่า แล้วพอดีพ่อกับแม่เป็นนักกฎหมาย แต่เขาก็ไม่ได้บังคับว่าต้องเรียนเหมือนเขานะ แต่เราได้มีโอกาสได้เห็น ได้ศึกษาดูก็รู้สึกมันน่าสนใจทั้งวิธีคิด การให้เหตุผล แล้วก็เห็นว่ามันดูมีความมั่นคงดี เลยตัดสินใจเรียนกฎหมายดีกว่า ก็ไปสอบเข้าคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์พร้อมพี่สาวที่แก่กว่าปีหนึ่ง แล้วก็ติดทั้งคู่เลย

ชีวิตหนุ่มนักแต่งเพลงในรั้วมหาวิทยาลัย เป็นยังไงบ้าง

เรียนจริงสองปีแรกสนุก ไม่หนักหนามาก มันท้าทายด้วย เราเป็นคนชอบเขียนเรียงความให้เหตุผลอะไรแบบนี้อยู่แล้ว แต่พอสองปีแรกผ่านไป มาปีที่ 3 หนักมาก หนักเป็นหนังชีวิตเลยตอนนั้น ก่อนเข้าไป พ่อแม่แค่บอกว่าเรียนกฎหมายก็แค่อ่านหนังสือเยอะหน่อยเท่านั้นเอง แต่เราไม่เข้าใจว่าเยอะของเขามันคือเยอะยังไง จนเราได้ไปเจอตรงนั้นจริง แล้วเราก็รู้สึกว่า โห..นี่ขนาดเรียนนะเนี่ย แล้วอีกหน่อยออกไปทำงานแล้วมันต้องเจอขนาดไหน แล้วเราชอบมันจริงๆ หรือเปล่า แล้วเราก็เริ่มตอบตัวเองได้ว่าเราอยากทำอะไร จริงๆ มันก็เป็นความฝันลึกๆ มาตลอด เรากระโดดเข้าหาการเล่นดนตรี เราก็ทำ เราไปออดิชั่นร้านเหล้าเพื่อจะเล่นดนตรี คือตังค์ได้เท่าไหร่ไม่รู้ แต่ออดิชั่นเพื่อที่จะได้เล่นก่อนเปิดเทอมวันแรกอีก มีกิจกรรมอะไรตอนปี 1 ก็ทำ มันเป็นอะไรที่เรารู้สึกว่าไม่อยากทิ้ง ถ้าไม่ลองทำมันให้ถึงที่สุดแล้ว เราแก่ไป เราคงเสียใจ เลยเริ่มเบนออกมาทางดนตรีอย่างจริงจังมากขึ้น

แต่การเรียนก็คือเรียนจนจบอะ เพราะเรียนมาถึงขนาดนั้นแล้ว คือตอนนั้นนิติฯ ธรรมศาสตร์ เข้าเรียนจะไม่เช็กชื่อ จะเข้าก็ได้ ไม่เข้าก็ได้ ไปซื้อหนังสืออ่านตามที่อาจารย์บอกแล้วกัน ไม่มีมิดเทอม สอบเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ตกก็ตก ตกก็ซ่อม เพราะฉะนั้น ชีวิตเปิดเทอมของผมก็จะเป็นการเฮฮาปาร์ตี้อยู่ประมาณสองเดือน แล้วมาอ่านหนังสือเอาเดือนสุดท้าย เป็นเดือนสุดท้ายที่พีคมาก ทุกคนจะแบบอ่านหนังสือเก้าโมงเช้าถึงตีสาม อัดกาแฟ เอ็มร้อย ใช้ร่างกายเปลืองมาก (หัวเราะ) แต่เป็นโชคดีของผมที่ไม่ตกอะไรเลย แปลกใจมากเหมือนกัน ผมว่าเพื่อนมีส่วนสำคัญเหมือนเขาไกด์เราได้ ช่วยกันทบทวน ผมผ่านตรงนั้นมาได้ เพราะมีเพื่อนในกลุ่มช่วยกันติว เพราะคณะผมท่องจำเยอะมาก แล้วเราต้องจำมาตรากฎหมายต่างๆ จำให้ได้เป๊ะ ก็เลยต้องแยกกับเพื่อน สลับกันไปท่อง ดีกว่าไปอ่านคนเดียว ท่องคนเดียว สุดท้ายเรียนจบออกมาเกรดประมาณ 70 เต็ม 100 ถือว่าดีกว่าที่คิดไว้เยอะ ถ้าเทียบกับการใช้ชีวิตในตอนนั้น

วิธีคิด

แต่กระบวนความคิดทางกฎหมาย ก็สร้างให้มีวิธีคิดแบบแตกต่าง และทำให้เขียนเพลงได้ดีด้วย

จบมาสี่ปี ผมได้วิธีคิดแบบที่ไม่เหมือนคนอื่น การให้เหตุผล การเรียงลำดับที่เป็นเหตุผลว่าทำไมเกิดอะไรขึ้น แล้วทำไมเป็นอย่างนี้ ถ้าไม่เป็นอย่างนี้เพราะอะไร ตอนตอบข้อสอบกฎหมาย มันต้องมีบรรยาย เขาจะมีโจทย์กับกระดาษเปล่า แล้วให้เราเขียนบรรยายข้อกฎหมายให้เข้ากับเรื่องที่เขาให้มา สุดท้ายวิธีคิดแบบนักกฎหมาย มันส่งผลต่อการเขียนเพลงของเราด้วย ทำให้เพลงของผมค่อนข้างเป็นเหตุเป็นผล ผมก็เพิ่งมารู้ตัวทีหลังว่าสิ่งเหล่านี้มันช่วยเราได้

นอกจากดราม่าชีวิตเรียนหนักตอนปี 3 แต่ก็ถือว่าประสบการณ์ 4 ปีในนั้นคุ้ม

ชีวิตตอนเรียนเป็นอะไรที่สนุก มีอิสระมาก เรียนถึงม.6 ไม่ได้ออกไปไหน แต่พอขึ้นมหา’ลัยปุ๊บ อยู่หอ ทุกอย่างเป็นโลกใหม่ ได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ได้ใช้ชีวิตอิสระ อยากกินอะไรตอนไหนก็ไป อยากออกไปไหนก็ออก เป็นอะไรที่เราไม่เคยเจอมาก่อนตอนเด็กๆ มันเป็นประสบการณ์ที่ดีทั้งเรื่องเรียนและกิจกรรมอย่างอื่น ซึ่งผมว่ามหา’ลัยเป็นช่วงที่ไม่ควรปล่อยผ่านไปเฉยๆ เพราะมีอะไรที่น่าสนใจเยอะมาก มันเป็นช่วงที่ดีที่สุดที่เราจะจริงจังและเก็บช่วงเวลาตรงนั้นไว้ ซึ่งผมก็โอ้ย คุ้มมาก ได้เล่นดนตรี ปาร์ตี้กับเพื่อน ทำกิจกรรมของมหา’ลัย เราได้ทำสิ่งที่ชอบ ได้เล่นดนตรี ได้อยู่กับเพื่อนฝูงในบรรยากาศที่ดี มันเป็นความรู้สึกสดใหม่ตอนที่อยู่ในรั้วมหา’ลัย สดใหม่กว่าตอนนี้ประมาณหนึ่งเลย

ได้ข่าวว่าเพลงรักเจ็บๆ ที่ฮิตๆ ทุกวันนี้

ได้มาจากช่วงเรียนมหา’ลัยเยอะมาก

เป็นช่วงที่มีเพลงออกมาเยอะเลยแหละ ตอนเรียนเรายังเด็ก ไม่ได้มีภูมิคุ้มกันกับสภาพจิตใจที่แข็งแรงที่จะสู้กับมันได้ แล้วเราก็ค่อนข้างเซ้นซิทิฟด้วย การเขียนเพลงก็ถือเป็นการระบายออกมา แต่ก็ดีครับ สุดท้ายได้งานก็โอเค แต่มุมมองความรักตอนนั้น เป็นคนแพ้ ใจอ่อน ยอมเขา อย่างเพลง Please ก็ออกมาตั้งแต่เรียนปี 1 ดูเป็นผู้ชายน่าสงสารมาก (หัวเราะ) ชีวิตต้องมาเจออะไรแบบนั้นด้วย ช่วงนั้นผมจะชอบคนอายุเยอะกว่า แล้วด้วยความที่เขาเป็นรุ่นพี่แล้วคงมองเราเป็นเด็ก แล้วเขาก็ไปกับคนอื่น (โถๆ) แล้วมหา’ลัยเป็นช่วงอย่างที่ผมบอกว่าไม่ต้องเข้าเรียนก็ได้ หรือต่อให้เข้าเรียนก็มีเวลามากอยู่ดี เพราะอยู่หอ มีเวลา อยากทำอะไรก็ทำ เพราะฉะนั้น เราก็จะได้อยู่กับตัวเองเยอะ เราจะมีสมุดเล่มหนึ่ง มีหูฟัง มีมือถือ มีแอปทำเพลงในมือถือได้ ก็ไปนั่งที่ไหนก็ได้ ไปนั่งในสวน ธรรมศาสตร์ที่รังสิตค่อนข้างใหญ่ไง เราก็หามุมของเรา ได้คิดได้อยู่กับตัวเองเยอะมาก เพลงที่ได้จากช่วงมหา’ลัยจึงเป็นเพลงที่เราชอบเกือบทั้งหมด

ความฝันกับความจริง…

สุดท้ายได้ใช้เพลงจากสมัยเฟรชชี่นี่แหละกลายมาเป็นเพลงฮิตเพลงแรกที่ทำให้คนรู้จักอะตอม แต่กว่าจะได้ตามความฝันจริงจังก็ใช้เวลาสักพักใหญ่เลยใช่มั้ย

ตอนผมจบใหม่ๆ ผมก็เซ็นสัญญาเข้าค่ายเพลงปีหนึ่ง แต่ว่าอยู่ไปสักพักก็ยังไม่ได้ออกเพลงสักที ด้วยความไม่พร้อมหลายๆ อย่าง ทั้งสไตล์เพลง แล้วก็บุคลิกของเรา ซึ่งพอเรามองย้อนกลับไปเราก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงไม่ออกให้เราตอนนั้น แต่ตัวเองในใจนี่ร้อนมาก ก็หงุดหงิดมาก ว่าเฮ้ย จะปล่อยให้รอทำไม เพลงเสร็จหมดแล้ว แล้วก็ไม่ได้ออกสักที จนได้มาเจอโปรดิวเซอร์คนปัจจุบัน คือ พี่บอล อพาร์ทเมนท์คุณป้า ที่ค่ายสนามหลวง เลยเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ได้เริ่มทำงานจริงๆ ได้เขียนเพลงให้พี่บุรินทร์ ได้ทำงานดนตรีที่เข้มข้นมากขึ้น แต่พอค่ายมีการปรับโครงสร้าง เราก็เคว้งเลย จนได้มาที่ White Music ถึงได้ออกเพลง “Please” ออกมาเป็นเพลงแรก

เอาจริงๆ ความฝันของคนสายนี้ก็เหมือนความฝันที่ค่อนข้างล่องลอยเหมือนกัน สำหรับคนที่ยังไม่ได้ออกเพลงหรือยังไม่ได้มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ซึ่งตอนนั้นพ่อแม่ผมก็ค่อนข้างเป็นห่วงว่ามันจะอยู่ไปได้สักแค่ไหน เหมือนจะได้ออก แต่ไม่ได้ออกสักที แต่ด้วยความที่เราค่อนข้างดื้อเงียบ เขาพูดอะไร เราก็ฟัง แต่เรารู้ว่าเราอยากทำอะไร เราไม่ยอมทิ้งมันไปง่ายๆ ก็เลยทู่ซี้ทำมันจนได้ คือรอเวลาให้มันเหมาะ แล้วก็ค่อยคลี่คลายออกไป แต่เรื่องเรียน เราก็เคยไปสอบใบอนุญาตทนายความนะ เคยไปนั่งทำงานในสำนักกฎหมายของแม่ด้วย แต่ว่าเบื่อมาก รู้สึกเลยว่าไม่ชอบนั่งอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ แบบแปดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น มันเป็นชีวิตที่ถ้าเราหนีได้ เราขอหนีดีกว่า ไม่ใช่มันไม่ดีนะ แต่อาจเป็นโรคจิตอ่อนๆ ไม่ชอบนั่งนิ่งๆ อยู่ในห้องเล็กๆ

ฟีดแบ็กของผลงาน..

ทู่ซี้กับดนตรีจนได้ออกซิงเกิ้ลแรก และพบกับฟีดแบ็กที่ไม่เคยคาดหวังมาก่อน

อย่างที่บอกว่า “Please” เสร็จตั้งแต่เรียนปี 1 แล้วน่าประหลาดใจที่เราไม่เคยแก้อะไรกับมันอีกเลยตั้งแต่มันถูกแต่งเสร็จในปีนั้น จนกระทั่งเพลงนี้เดินทางมานาน ทำเดโมหลายเว่อร์ชั่น และออกมาเป็นเว่อร์ชั่นปัจจุบัน พอถูกปล่อยออกมา อย่างแรกเราโล่งใจ อย่างน้อยอาจไม่ประสบความสำเร็จ แต่มันก็ถูกปล่อยออกไปแล้ว รอให้เพลงเราออกไปเจอคนฟังเยอะๆ เราก็หวังว่าจะมีกลุ่มคนฟังที่เราคุยกับเขารู้เรื่องแค่นั้น แต่ไม่คิดว่ามันจะบูมขนาดนี้ เพราะศิลปินเยอะมาก เพลงดีๆ ตอนนั้นก็มีเยอะ สุดท้ายก็ออกมาดีกว่าที่คาดไว้มากๆ เหมือนกัน

เนื้อหาเพลง

ทำไมต้องเป็นเพลงรักเจ็บๆ ขนาดเพลง “อ้าว” ก็ยังเป็นเพลงดนตรีสบายๆ ที่เนื้อหาแอบจิกกัดคนรักเก่าเบาๆ

ผมว่าแนวอกหักคงเป็นแนวถนัดผม เหมือนเราให้ความละเอียดอ่อน เราจูนกับคนติดในเรื่องของความรู้สึกผิดหวังหรือเศร้าได้ดี เพลงแฮปปี้ก็ทำได้ แต่เราไม่ชอบมันเท่าเพลงเศร้าของตัวเอง มันน่าประหลาดตรงที่ชีวิตมันมีความสุขหรือชีวิตปกติดี เพลงไม่ค่อยมา แต่ช่วงชีวิตเศร้าๆ ดาร์กๆ โห เพลงมากระหน่ำ แล้วบางทีถ้าย้อนกลับไปนึกถึงเรื่องพวกนี้ ก็จะหยิบมันกลับมาได้เสมอ เหมือนมันเป็นแหล่งพลังงานให้เราได้อยู่เรื่อยๆ เพราะเรื่องพวกนี้มันไม่ลืมอยู่แล้ว เราอาจจะไม่ได้นึกถึงมันตอนนี้ แต่ถ้าเราตั้งใจคิดย้อนกลับไป ก็จำได้อยู่แล้วทุกอย่าง อย่างเพลง “อ้าว” ก็อารมณ์รู้สึกไม่แฟร์ ไม่ชอบคนที่เห็นคนอื่นเป็นของตาย หรือถ้าจะไปแล้วก็ไปรอบเดียวเลย แต่เหมือนเห็นว่าเรายังรู้สึกอยู่ พอมันไม่มีใคร อีกคนทิ้งมัน ก็จะกลับมาตอแยเรา แล้วคนก็มาคอมเม้นท์ประสบการณ์ตัวเองเล่ายาวมาก มาแชร์เรื่องราวในชีวิตที่มันตรงกับเพลง ประมาณ..มันกลับมาอีกแล้ว ตอนนั้นมันทิ้งผมไป ผมจะไม่ยอมมันอีก เราก็ได้แต่รับฟัง แต่ผมไม่ตอบครับ เราจะไม่ยุแยงอะไรใคร (หัวเราะ)

มุมมองความรักปัจจุบัน

ในแบบฉบับของนักแต่งเพลงรักเฮิร์ทๆ

เมื่อก่อนเวลาเฮิร์ทก็หนักครับ เละเทะอยู่เหมือนกัน จุดเฮิร์ทมันก็เปลี่ยนชีวิต แล้วเราเป็นคนเก็บรายละเอียดเก่งด้วย สมมุติเจออะไรหนักๆ หรือเรื่องที่รุนแรง ความรักที่เลิกกันไม่ดี มันก็จะรันอยู่ในหัวเราไปเรื่อยๆ เหมือนฉายหนังซ้ำ เพราะฉะนั้น เราก็ไม่อยากนึกถึงมันตอนนั้น ช่วงพีคมากๆ แค่ให้มันผ่านไป ให้คืนนี้มันสนุก อยู่กับเพื่อน คืนนี้เข้านอนแบบจำอะไรไม่ได้ ตี่นมาค่อยสู้กันอีกวัน สุดท้ายมันก็จะดีขึ้น เวลาจะรักษาทุกอย่างเอง แล้วตอนนั้นโชคดีได้เพื่อนที่จริงใจ อย่างเพื่อนที่กรุงเทพคริสเตียนก็ค่อนข้างเหนียวแน่น เวลากลุ่มเพื่อนรู้ว่าเรามีปัญหา เขาจะโทรมาก่อนเลย เขาจะพุ่งตัวมาหาเราเมื่อเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ ก็ดีใจที่มีกลุ่มเพื่อนแบบนี้ แต่ถ้าถามมุมมองความรักตอนนี้ก็ไม่ได้ต่างจากเดิมมาก ผมเป็นคนค่อนข้างให้ความสำคัญกับความรักมาก แต่ที่เปลี่ยนคือเราโตขึ้น เรารู้จักปล่อยวางอะไรที่แต่ก่อนเราไม่เข้าใจ ที่แต่ก่อนเราทรมานมากๆ เวลาที่เราต้องเสียใครไปสักคน แต่พอโตขึ้น ก็ทำใจได้ง่ายขึ้นประมาณหนึ่ง แต่ก็อาจจะไม่ทั้งหมด

เป้าหมายต่อไปของอะตอม

แรงบันดาลใจในชีวิตในแต่ละวันมาจากไหนบ้าง

จริงๆ ผมก็อยากจะอยู่สายดนตรีนี้ให้นานที่สุด แต่ก็ต้องยอมรับว่างานสายนี้มันต้องมีอายุของมัน วันหนึ่งก็ต้องไปหาอย่างอื่นทำ แต่เราก็คงพยายามอยู่ในธุรกิจนี้ อาจจะไม่ได้เป็นนักร้องหรือคนทำเพลง แต่อาจเป็นโปรดิวเซอร์หรือเปล่าไม่รู้ถ้าเก่งพอในอนาคต แต่ที่ผมตั้งใจจริงๆ คือ อยากให้คนไทยหรือเด็กรุ่นใหม่ๆ ฟังเพลงที่ดีขึ้นผ่านจุดที่เราอยู่ เพราะว่าเราไม่ได้อินดี้ เราพยายามอยู่ตรงกลางระหว่างอินดี้นอกกระแสกับความเป็นเมนสตรีมซึ่งเราเลือกที่จะอยู่ตรงนี้ ก็อยากจะทำเพลงให้มันต่างจากที่แล้วๆ มาที่เราฟังแล้วรู้สึกจั๊กกะจี๋กับมัน อยากทำให้มันดีขึ้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะทำได้จริงหรือเปล่าก็ต้องรอดูกันต่อไป ส่วนผลงานเพลงใหม่ๆ หลังจากปล่อยเพลง “อ้าว” มาจะครึ่งปีแล้ว ก็กำลังซุ่มทำกันอยู่ ปีนี้น่าจะมีเพลงใหม่ 2-3 เพลงออกมา ก็อยากให้รอติดตามกันด้วยนะครับ

ส่วนอนาคตเรื่องอื่นๆ ก็อยากจะมีบ้านเป็นของตัวเองที่มีพื้นที่แล้วมีหมาเยอะๆ ที่บ้านเลี้ยงหมามาตลอด แม่บอกว่าหมาทำให้บ้านเป็นบ้าน คือคุณเศร้ามาจากไหน ผิดหวังมาจากไหน กลับมาบ้าน มันก็จะมาเติมความสดใสให้กับเรา เจอมันยิ้มให้ มันดีใจเวลาเห็นเรา ซึ่งผมก็เห็นด้วย แรงบันดาลใจสำคัญในการใช้ชีวิตของผมคงเป็นครอบครัว ผมโชคดีที่เกิดมาในบ้านที่อบอุ่นแล้วก็มีความรักให้กันเสมอ ซึ่งผมว่ามันสำคัญมากๆ บางคนเขาก็ไม่มี เขาเลยเป็นคนอีกแบบไป ผมว่าพ่อแม่ รวมถึงเพื่อนๆ และคนที่เรารักจะเติมพลังให้เราเสมอ

ติดตามบทสัมภาษณ์อะตอมในคอลัมน์ Interview นิตยสาร Campus Star No.45
FACEBOOK : www.facebook.com/campusstar