Work & Study in USA โครงการที่จะเปิดโอกาสให้เราได้เดินทางไปเรียนและทำงานได้ในต่างประเทศ

Home / ข่าวการศึกษา / Work & Study in USA โครงการที่จะเปิดโอกาสให้เราได้เดินทางไปเรียนและทำงานได้ในต่างประเทศ

สวัสดีครับ บทนี้พี่ขอคั่นด้วยโครงการ Work & Study โครงการที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มเด็กมหาวิทยาลัย เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ใครไปกลับมาก็จะมีเรื่องเล่ามันส์ๆ เต็มไปด้วยเรื่องราว ประสบการณ์ และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ นานา ขอเป็นทางการก่อนนะครับในบทนี้ เดี๋ยวความมันส์ ความฮามาทีหลังครับ

โครงการ Work & Study in USA

หลักๆ ที่บ้านเราไปกันจะมีกลุ่มประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศสหรัฐอเมริกา นักเรียนที่ไปครั้งแรกก็จะตื่นเต้นหน่อย ก็ตั้งเป้าต่างๆ นานา ประสบการณ์ชีวิต ทำงานเก็บเงิน เอาตังค์กลับมาลงทุนโน่นนี่นั่น หรือเอากลับมาช่วยที่บ้านจ่ายค่าเทอมเอง ไว้ใช้จ่ายเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีครับ เราต้องมีเป้าหมายในชีวิต

Working Holiday Visa

กลุ่มที่ 1 ออสเตรเลีย & นิวซีแลนด์

เริ่มกลุ่มแรกคือ Working Holiday Visa ในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ คือเป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยที่มีอายุระหว่าง 18-30 ปี จำนวน 500 คนต่อปี ไปเที่ยว เรียน และทำงานระยะสั้นๆ ได้ในประเทศออสเตรเลียได้ และเพียง 100 คนสำหรับประเทศนิวซีแลนด์ โดยมีเงื่อนไขว่าวีซ่าตัวนี้จะมีอายุไม่เกิน 1 ปี ขั้นตอนไม่ยากแต่มีจำกัดจำนวนต่อปี นั้นแปลว่าเราต้องทำใบสมัครและทำการสมัครแย่งกับคนอื่นๆ ครับ

สิ่งสำคัญนอกจากเอกสารวีซ่าทั่วไปแล้วก็จะมีต้องยื่นผลคะแนน IELTS ที่ 4.5 หรือ TOEFL iBT ที่ 32 พร้อมเงินในบัญชีขั้นต่ำนะครับ ย้ำว่าขั้นต่ำประมาณ 150,000 บาท วีซ่าประเภทนี้คือเค้าเปิดโอกาสให้แค่คนละหนึ่งครั้งในชีวิตเท่านั้นนะครับ ก็ไม่เป็นไรครับ ถ้าอยากไปอีกเราก็ย้ายประเทศ หรืออีกทางเลือกคือทำเป็นวีซ่าประเภทนักเรียนเข้าไป ไปเรียนภาษาหรือเรียนอะไรก็ได้ เราก็จะได้ทำงาน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

โครงการ Work & Study in USA

กลุ่มที่ 2 สหรัฐอเมริกา

กลุ่มต่อมาที่นับว่าจำนวนจะเยอะกว่าคือไปอเมริกา เป็นโครงการพิเศษช่วงปิดภาคเรียนประมาณ 3-4 เดือนที่ทางประเทศสหรัฐอเมริกาเปิดโอกาสให้นักเรียนทั่วโลกไป ไม่จำกัดจำนวนครั้งครับ ประเภทงานก็จะหลากหลายขึ้นอยู่กับเราผ่านบริษัทตัวแทนนายหน้าจัดหางานที่ไหนไป โชคดีบวกถ้าภาษาอังกฤษดีด้วย ก็จะได้ไปทำงานพวกโรงแรมหรือรีสอร์ท โชคดีรองลงมาก็อาจจะเป็นพวกร้านอาหาร คาสิโนหรือสวนสนุก ถ้าโชคกลางๆก็อาจจะพวกร้านขายของ ร้านค้าทั่วไป ถ้าโชคไม่ดีก็โน่นเลยงานกรรมกร ไม่เสมอไปนะครับที่เราจะรู้งานก่อนออกเดินทาง หลายคนคือทำวีซ่าผ่าน ออกเดินทาง ไปถึงโน่นค่อยมีคนมาสัมภาษณ์และช่วยพาไปสมัครงานครับ ได้ก็จบ ไม่ได้ก็รอต่อไป

เป็นโครงการที่ไร้ความแน่นอนที่สุดแต่สนุกครับเพราะไม่รู้จะไปเจอกับอะไร ยิ่งเรื่องที่พักที่กินนี่สุดยอดเลย ศิลปะความประหยัดทุกรูปแบบ ใครคิดอะไรออก งัดกันออกมาให้หมด ไปกับเพื่อนสนุกมาก เกาะกลุ่มกันช่วยกันแก้ไขปัญหา ภาษาเรียกว่าแค่ได้ใช้บ้าง แต่ได้พัฒนามากมั้ย? อันนี้พูดยากเพราะส่วนใหญ่อยู่และกินกับเพื่อนชาติเดียวกันแน่ๆ ถ้าไปเพื่อประสบการณ์ ไม่มีปัญหาแต่ถ้าใครคิดว่าไปเพื่อให้ได้ภาษา อันนี้คิดและวางแผนดีๆ ครับ

ขั้นตอนการสมัครไป USA

ขั้นตอนการสมัครก็ไม่ยากครับคือ จะมีตัวแทนจัดหางานในประเทศไทยก็คือเอเจนซี่ทั้งหลายที่เค้าจะทำงานกับบริษัทผู้สนับสนุนชาวอเมริกันในการจัดหางาน หาคนตามคุณสมบัติ แล้วก็นายจ้างครับจะต้องเป็นผู้สัมภาษณ์ผู้สมัครอีกที ก็จะเหมือนสมัครงานนั่นแหล่ะครับ แล้วก็สำคัญมากสัมภาษณ์วีซ่ากับสถานทูตอเมริกันครับที่ซึ่งหลายคนจะกลัวมาก ไม่ต้องกลัวนะครับ มันมีหลักการ แนวทางของมันอยู่ครับ ไว้พี่จะมาให้ข้อมูลเพิ่มนะครับ (หรือถ้าน้องอยากปรึกษาเรื่องขอวีซ่า หรือให้ช่วยจัดทำวีซ่า ก็ติดต่อพี่เข้ามาได้เลย) ส่วนที่สำคัญคือภาษาอังกฤษต้องพอใช้ได้นะครับ พี่รู้จักอยู่เอเจนซี่อยู่ที่นึงครับ ดีมาก ดูแลนักเรียนดีด้วย พนักงานก็หน้าตาดีชื่อ Tony Education ติดต่อเค้าไปได้เลยที่ Facebook Page Tony Education หรือ Line ID: ton_chavanit ครับ

โครงการ Work & Study in USA

คุณสมบัติของผู้สมัคร USA

คุณสมบัติหลักๆ คือผู้สมัครต้องมีสถานภาพเป็นนักศึกษาเรียนเต็มเวลาอยู่ และมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในระดับที่ว่าตอนสัมภาษณ์ต้องพูดคุยกันรู้เรื่อง ห้ามเลยนะครับห้ามเม้าท์ผู้สัมภาษณ์ที่เห็นหัวทองนะครับ เค้าหลายคนพูดและเข้าใจภาษาไทยได้ดีมากเลย และในส่วนเกรดเฉลี่ยจากมหาวิทยาลัยนั้น ไม่ต้องเลิศมากก็ได้ แต่ต้องไม่แย่เกินไป ไม่ใช่ติด F รัวๆ หรือ มี D-dog กระจุยกระจายครับ เค้าจะมองว่าอยู่ไทยยังไม่รอดแล้วไปโน่นจะรอดเหรอ

ต่อมาทางเอเจนซี่จะช่วยน้องเรื่องแบบฟอร์มการสมัครชื่อ DS-2019 ที่ช่วงเวลาที่ระบุเพื่อการขอวีซ่าจะอยู่ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคมถึง 31 สิงหาคมของทุกๆ ปี และการนัดคิวสัมภาษณ์จะเป็นช่วงประมาณเดือนมกราคมของทุกปี ในประเทศไทยมีสองที่นะครับคือที่กรุงเทพฯ และที่เชียงใหม่ สำหรับน้องๆ ที่กำลังเรียนอยู่ที่ต่างประเทศ น้องสามารถยื่นเรื่องสมัครผ่านสถานทูตสหรัฐฯ ในประเทศที่เรากำลังเรียนอยู่ได้เช่นกันครับ

เมื่อฟอร์ม DS-2019 เรียบร้อยแล้ว มีคิววันเวลานัดสัมภาษณ์แล้ว ทางเอเจนซี่ก็จะเตรียมอีกฟอร์มหนึ่งชื่อ DS-160 ครับพร้อมอัพโหลดรูปถ่ายลงในระบบ เรื่องรูปนี่ไปหาดูพี่โน็ต เดี่ยวไมโครโฟนนะ มีอยู่ภาคนึงพี่เค้ากล่าวถึงไว้ พื้นหลังขาว ผมต้องเปิดหู ไม่ใส่แว่น ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน แล้วก็พาสปอร์ตต้องมีอายุอย่างน้อย 6 เดือน รวมทั้งต้องมีใบรับรองผลการเรียน (Transcript) และสุดท้ายชำระค่าธรรมเนียมวีซ่าผ่านธนาคารแล้วนำใบเสร็จไปด้วย เตรียมเอกสารการเงินและการทำงานของที่บ้านไปด้วยก็ดีนะครับ พวกหนังสือรับรองเงินเดือนหรือหนังสือจดทะเบียนการค้าของที่บ้านเราและ บัญชีย้อนหลัง 6 เดือนหรือถือสมุดบัญชีอัพเดทล่าสุดไปด้วยก็ได้ครับ โชว์เฟิร์มไปเลย

การขอวีซ่า USA

วีซ่าที่จะได้คือวีซ่าประเภท J-1 ที่เราจะสามารถทำงานได้ในช่วงระยะเวลาที่ถูกกำหนดไว้ในฟอร์ม DS-2019 เท่านั้น ซึ่งก็คือระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคมถึง 31 สิงหาคมเท่านั้น ทำก่อนทำเกินไม่ได้นะแต่อยู่เที่ยวต่อได้ไม่เกิน 30 วันครับ

ในช่วงอยู่เที่ยวต่อนี้ จะอารมณ์แบบว่า 3 เดือนกว่าที่เก็บหอมรอมริบ อดทน ประหยัดกันทุกวิถีทาง ในที่สุดก็ได้ทำการปลดปล่อย ระบายอารมณ์แบบสุดโลก คิดว่าประสบความสำเร็จเป็นแน่แท้แล้ว ก็เลยเที่ยวกระจุย ช๊อปกระจาย สุดท้าย……”แม่ครับ สบายดีนะครับ คืออย่างนี้ครับ !+-*/฿%#@^@#$%^&* ……. ตังค์หมด โอนตังค์ให้หน่อย ด่วนเลยนะแม่” 

บทความหน้าจะมีรุ่นพี่มาแชร์ประสบการณ์นะครับ…

เขียนโดยพี่ต้น จาก บริษัท โทนี่ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด

ข้อความจาก Facebook Page : Tony Education

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือแนะนำว่าอยากให้ช่วยเขียนเรื่องอะไรมาได้ที่ : IB Facebook Page หรือ Line ID : ton_chavanit นะครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง